ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุการณ์ความไม่สงบ หรืออุบัติเหตุร้ายแรง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วถือเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ลดความสูญเสีย และประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เทคโนโลยีสื่อสารจึงเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงข้อมูล ข่าวสาร และการติดต่อสื่อสารในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับองค์กร
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนและอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ เทคโนโลยีสื่อสารประเภทใดบ้างที่ถูกนำมาใช้ในการแจ้งเตือน ติดตามสถานการณ์ ประสานงานช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น บทความนี้จะสำรวจประเภทของเทคโนโลยีสื่อสารที่สำคัญและมีบทบาทในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเน้นไปที่การใช้งานจริงและประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวครั้งนั้น

ความสำคัญของระบบสื่อสารฉุกเฉิน
ระบบการสื่อสารฉุกเฉินไม่ได้เป็นแค่เพียงเครื่องมือในการส่งข้อมูล แต่ยังเป็นรากฐานที่ช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถบัญชาการและตัดสินใจได้ทันเวลา นอกจากนี้ยังช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลแจ้งเตือนและคำแนะนำที่ถูกต้อง เช่น คำสั่งอพยพ หรือวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติ
เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบสื่อสารฉุกเฉิน
เทคโนโลยีหลักที่ใช้ในการสื่อสารฉุกเฉิน ได้แก่:
- วิทยุสื่อสารเฉพาะกิจ (เช่น TETRA, P25) – ระบบวิทยุดิจิทัลที่หน่วยงานตำรวจ หน่วยดับเพลิง และหน่วยแพทย์ฉุกเฉินใช้งาน เน้นความทนทานและความปลอดภัยสูงสุด
- เครือข่ายโทรคมนาคมยุคใหม่ (LTE, 5G) – ช่วยส่งข้อมูลความเร็วสูง รวมถึงภาพและวิดีโอจากพื้นที่เกิดเหตุแบบเรียลไทม์
- ระบบดาวเทียม (Satellite Communications) – ใช้เมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย เช่น พายุ แผ่นดินไหว หรือพื้นที่ห่างไกล
- อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) – เช่น เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินอัตโนมัติ
บทเรียนจากเหตุการณ์จริง
มีหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นทั้งความสำเร็จและข้อบกพร่องของระบบสื่อสารฉุกเฉิน เช่น:
- เหตุการณ์เฮอริเคนแคทรินา (สหรัฐฯ, 2005) – ระบบสื่อสารล้มเหลว ส่งผลให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่าช้าอย่างมาก ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าการวางแผนและเตรียมโครงข่ายสำรองมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
- แผ่นดินไหวใหญ่ที่ญี่ปุ่น (2011) – ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าช่วยลดการสูญเสียชีวิต แม้จะมีข้อจำกัด แต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งข้อมูลที่รวดเร็วและทั่วถึง
- ไฟป่าออสเตรเลีย (2019-2020) – ความล้มเหลวในการรองรับปริมาณการใช้งานของเครือข่ายสื่อสารในช่วงวิกฤต ทำให้เห็นว่าความสามารถในการรองรับข้อมูลจำนวนมาก (Capacity) เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น
กรอบแนวคิดสำหรับระบบการสื่อสารฉุกเฉิน
กรอบแนวคิดนี้ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลักที่สำคัญ คือ
- การจัดการภาวะวิกฤต – การวางแผนและการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน
- โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร – เครือข่ายที่รองรับการสื่อสารต่อเนื่องในสภาวะวิกฤต
- เทคโนโลยีสารสนเทศ – การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- ความน่าเชื่อถือ (Reliability) – ระบบต้องใช้งานได้อย่างต่อเนเนื่องและมั่นคง
- ความมั่นคงปลอดภัย (Security) – ป้องกันภัยคุกคามทั้งทางกายภาพและไซเบอร์
- การตอบสนองแบบเรียลไทม์ – ความรวดเร็วในการส่งข้อมูล
- การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง – ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และชุมชน
องค์ประกอบเหล่านี้ทำงานเชื่อมโยงกัน หากส่วนหนึ่งล้มเหลวหรือขาดการเตรียมพร้อมที่ดี จะส่งผลกระทบต่อระบบทั้งหมดทันที
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาในอนาคต
สำหรับการพัฒนาในอนาคต หน่วยงานต่างๆ ควรมุ่งเน้นที่:
- การสร้างเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่น สามารถใช้งานได้แม้โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย
- การนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น 5G และ AI มาเสริมสร้างความสามารถในการจัดการข้อมูล
- การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
- การออกแบบมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การให้ความรู้แก่ชุมชนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเตรียมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่น
ในภาวะฉุกเฉินหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว พายุรุนแรง น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรง ระบบการสื่อสารปกติ เช่น เครือข่ายโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต มักเป็นสิ่งแรกๆ ที่ล้มเหลว ซึ่งทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่าช้าและยากลำบากมากยิ่งขึ้น
เพื่อให้ระบบสื่อสารยังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องในภาวะดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกแบบ “เครือข่ายสื่อสารที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Communication Networks)” โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้
1. การออกแบบระบบที่มีโครงสร้างซ้ำซ้อน (Redundant Systems)
- เป็นแนวคิดพื้นฐานที่เน้นการมีระบบสำรองเพื่อใช้เมื่อระบบหลักถูกทำลายหรือขัดข้อง
- เช่น การติดตั้งสถานีฐานสำรอง (Backup Base Stations) หรือศูนย์ควบคุมสำรอง (Backup Command Centers) ที่อยู่ห่างจากพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ยังสามารถให้บริการได้แม้พื้นที่หนึ่งถูกทำลายไป
- ตัวอย่างที่ดีคือระบบเครือข่ายวิทยุสื่อสารของหน่วยงานฉุกเฉินที่มีสถานีฐานสำรองติดตั้งกระจายตามจุดต่างๆ หากสถานีหลักได้รับความเสียหายก็สามารถใช้สถานีรองรับการสื่อสารต่อเนื่องได้ทันที
2. การใช้เครือข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communication)
- เครือข่ายดาวเทียมเป็นทางเลือกสำคัญในสถานการณ์ที่เครือข่ายภาคพื้นดินไม่สามารถใช้งานได้ เช่น กรณีที่เสาสัญญาณโทรศัพท์เสียหายจากพายุหรือแผ่นดินไหว
- ระบบดาวเทียมที่นิยมใช้งานได้แก่ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เช่น Starlink และดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า (GEO) เช่น Inmarsat ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการสื่อสารเสียงได้โดยไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย
- ตัวอย่างการใช้งานจริงเช่น ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่น หรือพายุเฮอริเคนในสหรัฐฯ หน่วยกู้ภัยและหน่วยงานบรรเทาภัยได้ใช้ระบบดาวเทียมเพื่อรักษาการสื่อสารที่สำคัญไว้
3. เครือข่ายวิทยุเฉพาะกิจ (Ad-hoc Networks)
- เครือข่ายเฉพาะกิจ หรือ Ad-hoc Network เป็นระบบที่สามารถสร้างขึ้นทันทีโดยไม่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เช่น ใช้วิทยุสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงกันเองระหว่างอุปกรณโดยตรง หรือใช้โดรน (Drone) ที่บินเป็นสถานีฐานเคลื่อนที่ชั่วคราวเพื่อครอบคลุมพื้นที่ประสบภัย
- วิธีนี้มีประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ที่ถูกตัดขาดจากการสื่อสารปกติ ทำให้ทีมช่วยเหลือสามารถติดต่อประสานงานได้แม้ไม่มีเสาสัญญาณ
- ตัวอย่างเช่น หน่วยดับเพลิงในหลายประเทศใช้อุปกรณ์ Mesh Radio เพื่อสื่อสารกันในป่าหรือพื้นที่ประสบภัยที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ โดยอุปกรณ์แต่ละตัวจะทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อสัญญาณให้แก่กัน
4. การใช้เทคโนโลยีสื่อสารแบบ Mesh Networks
- Mesh Networks คือระบบที่แต่ละโหนด (Node) หรืออุปกรณ์จะเชื่อมต่อกันเองแบบหลายทิศทาง และส่งข้อมูลต่อกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งสถานีฐานกลาง
- เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สถานีฐานปกติถูกตัดขาด เครือข่ายแบบ Mesh ยังคงทำงานได้ เพราะอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นเสมือนศูนย์กลางในการรับส่งข้อมูล
- ตัวอย่างที่พบได้ เช่น การใช้ Mesh Networks ในการกู้ภัยที่เมืองนิวออร์ลีนส์หลังเฮอริเคนแคทรินา ทำให้ทีมช่วยเหลือยังสามารถสื่อสารต่อเนื่องกันได้ในพื้นที่ที่เสาสัญญาณโทรศัพท์ถูกทำลายไปทั้งหมด
5. การติดตั้งระบบสำรองพลังงาน (Backup Power Systems)
- ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น พายุหรือแผ่นดินไหว มักมีปัญหาไฟฟ้าดับ ทำให้สถานีฐานและศูนย์ควบคุมขาดพลังงานที่จะใช้ในการทำงาน
- การติดตั้งแบตเตอรี่สำรอง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (Generator) หรือระบบโซลาร์เซลล์ จึงช่วยให้เครือข่ายสามารถทำงานต่อเนื่องได้แม้ไฟฟ้าจะถูกตัดขาดไป
- กรณีศึกษา เช่น ในเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นที่ฟิลิปปินส์ การมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองช่วยให้สถานีฐานของเครือข่ายฉุกเฉินสามารถใช้งานต่อเนื่องได้แม้จะไฟฟ้าดับนานหลายวัน
ระบบการสื่อสารฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญของการรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์วิกฤตต่างๆ การเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้สังคมสามารถผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

สวัสดี
Nontawatt S