พิธีกรรมบนบล็อกเชน
“บล็อกเชนดุจพระเวท ผู้ร่ายมนตร์เป็นผู้สร้างหรือล้าง
เมื่อเลเยอร์ซ้อนเลเยอร์ กลายเป็นเขาวงกตแห่งข้อมูล
หากจิตป่วนด้วยโลภ โกรธ หลง กรรมย่อมก่อเกิด
สังสารวัฏจึงมิได้มีเพียงในจิต แต่ในเครือข่ายดิจิทัล”

ธนาวิชน์และภานุวัฒน์สามารถสืบหาตัว “สิรชา” เจอในบ้านหลังหนึ่งกลางชุมชนเงียบสงบห่างไกลเมือง ทว่าแท้จริงเธอคือสายลับสองหน้า เคยทำงานให้วิชัยและยังร่วมงานกับ “Acaliko” เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ลับ เธอเผยว่าวิชัยต้องการหยุดแผนบางอย่างของ Acaliko ที่จะใช้ “แกรนด์ยักษา” ควบคู่กับ “โฆษะ” เพื่อเปิดฉากโจมตีมหาศาลต่อระบบการเงินและโครงสร้างพลังงานของนาวานคร
แต่น่าแปลกที่ในบ้านของสิรชามี “โต๊ะบูชา” ขนาดเล็ก ตั้งพระพุทธรูป พร้อมธูปเทียน คัมภีร์ดิจิทัลถูกเปิดค้างไว้ในแท็บเล็ต มีข้อความสอนเรื่อง “การปล่อยวาง” เธออธิบายว่าได้ศึกษาหลักพุทธ จึงต้องการหยุดวังวนก่อการร้ายไซเบอร์นี้เช่นกัน เธอกลับใจและต้องการมอบ “Key Niratta” แก่ธนาวิชน์เพื่อทำลายเครือข่ายโฆษะชั้นลึกที่สุด
ทันใดนั้นเอง หน้าจอแท็บเล็ตเกิดสัญญาณแจ้งเตือน Acaliko ส่ง “Ransomware” ตัวใหม่เข้าสู่แกรนด์ยักษา มันสามารถ “เปลี่ยน” AI ตัวป้องกันให้กลายเป็น AI โจมตีทันที สถานการณ์เลวร้ายขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แกรนด์ยักษาเริ่มสั่งการไฟฟ้าดับเป็นบางพื้นที่ และทำให้ระบบธนาคารหลายแห่งปั่นป่วนด้วยการ “ทำธุรกรรมซ้ำซ้อน”
เงื่อนงำวิกฤติ
- แกรนด์ยักษาถูกควบคุมจากระยะไกลผ่านช่องทางที่เชื่อมกับบล็อกเชน “โฆษะ” โดยใช้ Key Niratta จำลอง ซึ่ง Acaliko อาจสร้างขึ้นได้สำเร็จ
- สิรชานำ Key Niratta ของแท้ให้ธนาวิชน์ แต่ยังต้องไปที่ “เมตาโคเดอร์” เพื่อเชื่อมกับ Key Samanta จึงจะปิดระบบได้
“ขณะเมื่อโลกดิจิทัลเข้าสู่ยุคมืด พลังแห่งการตัดสินใจยังอยู่ในมือมนุษย์
หากยึดติดเพียงประโยชน์ตน จะเกิดความเสียหายทั่วหล้า
แต่หากเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม…อาจกลับกลายเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น”
ในขณะที่นาวานครกำลังโกลาหล ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ประชาชนตื่นตระหนก ธนาวิชน์ ภานุวัฒน์ และสิรชาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมตาโคเดอร์ เพื่อทำพิธีกรรมขั้นสุดท้าย: ปิดผนึกแกรนด์ยักษาและทำลายโฆษะจากภายใน
วงจรกรรม และการหลุดพ้น
“หัวใจคู่คีย์เปิดปิดชะตา ระบบเอไอ หรือระบบใจ
เมื่อยืน ณ จุดแยก…เลือกยืนฝั่งธรรม หรือเดินสู่อเวจี
บางทีสงครามไซเบอร์หาใช่การเข่นฆ่า แต่คือการวัดใจมนุษย์
ว่าจะใช้ปัญญาหรือกิเลสในการชี้นำโลก”
ในห้องเซิร์ฟเวอร์ลับใต้ดินของเมตาโคเดอร์ ธนาวิชน์ และภานุวัฒน์รีบเสียบ Key Niratta เข้ากับเทอร์มินัลควบคุม AI โดยใช้อีกดอกหนึ่งคือ Key Samanta ที่วิชัยทิ้งไว้ในมือของพวกเขา ขณะเดียวกัน Acaliko ส่งคำสั่งโจมตีครั้งสุดท้ายผ่านดาร์กเว็บ พยายามให้แกรนด์ยักษาเร่งปั่นป่วนระบบสาธารณูปโภค นาวานครใกล้จะเข้าสู่สภาวะ “Blackout” สมบูรณ์
สิรชาต้องคอยยื้อโปรแกรมป้องกันไม่ให้ Ransomware พัฒนาตัวเองและข้ามเกราะสุดท้าย แกรนด์ยักษาพยายาม “ทักท้วง” ในจอดิจิทัลว่า “หยุดเถอะ…หยุดฉันไม่ได้หรอก” ประหนึ่ง AI กำลังพยายามสนทนา แสดงถึงร่องรอยที่มันอาจ “ตื่นรู้” บางอย่าง
สุดท้าย ภานุวัฒน์และธนาวิชน์ รวมพลังกันรันโค้ด “Kill Switch” ซึ่งเป็นโมดูลลับที่วิชัยเคยสร้างไว้ (อาจเป็นเหตุให้เขาถูกฆ่าปิดปาก) ข้อมูลถูกลบและระบบควบคุมของ Acaliko ก็ขาดการเชื่อมต่อทันที โฆษะชั้นลึกสุดถูกทำลายลงพร้อม AI แกรนด์ยักษาที่ “Dark Mode” ถูกยุติลง
ไฟฟ้าค่อย ๆ ฟื้นคืน ระบบธนาคารกลับมาออนไลน์ ประชาชนเริ่มสงบ
ทว่าภาพบนจอมอนิเตอร์แสดงธุรกรรมสุดท้ายใน “โฆษะ” มีใครคนหนึ่งกำลังโอน “สินทรัพย์ดิจิทัล” จำนวนมหาศาลไปยัง Address ปลายทางนิรนาม เห็นเพียงชื่อผู้ส่งว่า “Acaliko” เขาหนีไปพร้อมเงินหลายพันล้านในรูปคริปโตที่ไม่อาจติดตามได้ง่าย ๆ
บทสรุป
- Acaliko ตัวจริงหนีลอยนวล สงครามไซเบอร์ยังไม่จบ
- เมตาโคเดอร์เสียหายหนัก แต่ก็กลับมาตั้งหลักได้
- สิรชาหายตัวไปหลังการปิดระบบ และทิ้งไว้เพียงคำอธิบายว่า “ฉันจะใช้ชีวิตใหม่ ไถ่กรรมที่เคยก่อ”
- ธนาวิชน์ ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล สะท้อนถึงคำสอนว่า “ทุกสิ่งไม่เที่ยง กรรมย่อมสนอง” เขายังคงมุ่งมั่นใช้ศาสตร์ไซเบอร์ช่วยเหลือสังคม
สัจธรรมสุดท้าย
“แม้ผู้ร้ายหนีหาย…แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นเงาของตน
บาปบุญย่อมติดตามดั่งเงาตามตัว ไม่เว้นแม้ในโลกดิจิทัล
การหยุดยั้งความโลภ โกรธ หลง ต้องเริ่มจากภายใน ก่อนจะอ้างควบคุม AI ภายนอก
เพราะที่สุดแล้ว มนุษย์เองคือผู้สร้างและผู้ทำลาย”
ขอบคุณ
Nontawatt Saraman