นักบุญไซเบอร์ ตอนกับดักมหาภัย


กับดัก

“ในห้องมืดเย็นเฉียบ มีเพียงไฟจอคอมพิวเตอร์ริบหรี่
เสียงพัดลมระบายความร้อน ดั่งลมหายใจอ่อนแรง
นักบุญไซเบอร์หยุดมือที่จับเมาส์ ไม่สนโค้ด ไม่สนคีย์บอร์ด
ปล่อยจิตสำนึกให้ล่องลอยไปกับความเงียบ
—ความเงียบ ที่เตือนว่าโลกดิจิทัลนั้น “ไม่เที่ยง” —

ทันใดนั้นเอง เสียง Ring Buffer ในระบบเฝ้าระวังเครือข่าย (Network Monitoring) ส่งสัญญาณแจ้งเตือนบนหน้าจอคอนโซลที่เต็มไปด้วยหน้าต่าง CLI และโลโก้ของ Kali Linux นักบุญไซเบอร์—แฮกเกอร์นิรนามผู้ขลุกอยู่กับโค้ดและ Exploit Kit ทั้งหลายในโลกใต้ดิน—จับจ้องตัวเลข TCP/UDP Port ที่เลื่อนไหลไม่หยุด

แก๊ง Call Center นี่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูล SIP Packet จาก IP ปลายทางซ้ำๆ กัน… น่าสงสัย”
นักบุญไซเบอร์พูดพลางวิเคราะห์ข้อมูล Deep Packet Inspection (DPI) บนหน้าจอ

ก่อนหน้านี้ เขาได้วาง Honeypot ไว้ในโครงข่ายเสมือน (Virtual Private Cloud) เพื่อหลอกให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้ามาตีสนิทเหยื่อปลอมผ่าน Social Engineering โดยจำลองข้อมูลประวัติบุคคลปลอม ตั้งแต่ชื่อ-นามสกุลไปจนถึงบัญชีธนาคารเสมือน

เป้าหมายคือ “ให้มันตายใจ” แล้วรอจังหวะเจาะระบบกลับ ด้วยการใช้ Pivoting จาก Proxy ตัวกลางหรือ Reverse Shell ที่จะได้มาหลังจากแก๊งหลงเชื่อ


เจาะลึกการโทร VoIP และวางกับดักผ่าน SIP/RTSP

นักบุญไซเบอร์ทำการ Port Scanning ด้วย nmap เพื่อสำรวจ Open Ports ในระบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พบว่ารองรับ SIP (Session Initiation Protocol) และ RTP (Real-time Transport Protocol) สำหรับบริการโทรศัพท์ข้ามชาติผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)

“เบอร์นี้ใช้ Proxy สองชั้น… คงมีการ DNS Spoofing หรือ Split Tunneling VPN เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม”


เขาจดบันทึกใน SRAN Netapprove NG100 ซึ่งเป็นระบบ Log Aggregation และ Network Forensic ของเขา

เพื่อให้แผนสำเร็จ เขาอัปโหลดสคริปต์ตั้งชื่อว่า “HoneypotLure.py” ลงใน VM ที่ทำหน้าที่เป็นเหยื่อ สคริปต์นี้จะตอบโต้บทสนทนาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบกึ่งอัตโนมัติ สามารถส่งเสียงและข้อความพร้อม Obfuscation บางส่วน เพื่อให้ปลายทางเชื่อว่ากำลังสนทนากับเหยื่อจริง


เมื่อเหยื่อติดเบ็ด
การ Reverse Engineering ข้อมูลการโทร

ภายในแล็บลับของเขา หน้าจอหลายเครื่องรัน Wireshark ทำงานร่วมกับ Suricata เพื่อเก็บ Traffic ทุกแพ็กเก็ตที่ไหลเข้ามา แก๊งคอลเซ็นเตอร์บางครั้งพยายามส่ง Phishing Link อ้างเป็นแอปธนาคารให้ “เหยื่อ” ดาวน์โหลด นักบุญไซเบอร์จึงได้ไฟล์ .apk น่าสงสัยมาด้วย

“น่าสนใจ… ดูเหมือนเป็น Trojan Dropper ติดมากับแพ็กเกจปลอม ใส่ RAT (Remote Access Trojan) ไว้ภายใน”
เขาเปิด Sandbox environment แยกต่างหากเพื่อ Reverse Engineering .apk ดังกล่าว ป้องกันระบบหลักเสียหาย

ขณะที่เขาวิเคราะห์ อัลกอริทึมการเข้ารหัสของมัลแวร์เผยให้เห็น AES-256 และ RSA ร่วมกัน ยิ่งตอกย้ำว่ามีผู้เชี่ยวชาญเบื้องหลังแก๊งนี้ แต่ไม่ว่าพวกนั้นจะแกร่งแค่ไหนก็ยังไม่เทียบเท่า “Zero-Day” ที่นักบุญไซเบอร์กำลังเตรียมใช้


Zero-Day เผยโฉมอาวุธลับในมือ

นักบุญไซเบอร์เก็บรักษาช่องโหว่ Zero-Day ไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่เข้ารหัสอย่างแน่นหนา เขาใช้ PGP และ SHA-256 Checksum เพื่อยืนยันความถูกต้องทุกครั้งก่อนรันมัน ช่องโหว่นี้เป็น Privilege Escalation บนระบบ Call Center Management ที่เจาะได้จากเวอร์ชันเก่าของ Asterisk หรือระบบ SIP PBX ยอดนิยมที่แก๊งนี้ใช้อยู่

ถ้าพวกเขาไม่อัปเดตแพตช์ล่าสุด… ฉันก็จะ Exploit และควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้ทันที”
เขาพึมพำขณะตรวจสอบไฟล์ “ZeroDay_Asterisk_Exploit.py

เป้าหมายหลักคือการขอ Reverse Shell หรือ Bind Shell บนเซิร์ฟเวอร์คอลเซ็นเตอร์ เพื่อเข้าถึง Log และฐานข้อมูลรายละเอียดเหยื่อจำนวนมาก จากนั้นจะสามารถ Pivot ไปยังส่วนอื่นๆ ของเครือข่าย เช่น Payment Gateway หรือ Command and Control (C2) Server ที่แก๊งใช้ควบคุมสายโทร


การยิง Exploit และบุกทะลวง Call Center

เมื่อพร้อม นักบุญไซเบอร์วางแผน “ยิง” Exploit ผ่าน SSH Tunneling ใช้ Tor Relay ซ้อนกันหลายชั้น เพื่อปกปิดเส้นทางกลับมายังเครื่องหลัก

  1. สแกนช่องโหว่ ด้วย nmap เสริมด้วยสคริปต์ vulnscan.nse ที่เขียนปรับปรุงเอง
  2. ตรวจพบ Asterisk PBX รุ่นเก่าพร้อมพอร์ตเปิด SIP 5060, 5061
  3. รันสคริปต์ ZeroDay_Asterisk_Exploit.py โดยกำหนด Payload เป็นการฝัง Malicious Shell แบบ Meterpreter (โมดูลเสริมจาก Metasploit Framework)
  4. ระบบปลายทาง “สั่นคลอน” ก่อนแตกเป็นสองส่วน—หนึ่งคือ Logs ที่นักบุญไซเบอร์แอบดึงข้อมูลกลับ อีกหนึ่งคือ “หน้าบ้าน” ที่แก๊งยังไม่รู้ว่ามีแฮกเกอร์บุกเข้าระบบ

ผลลัพธ์คือเขาสามารถ Pivot เข้าไปยังฐานข้อมูลภายในของแก๊ง สัมผัสโครงสร้าง MariaDB ที่เก็บข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์และบัญชีเหยื่อจำนวนมหาศาล


แกะรอย หัวหน้าขบวนการ

นักบุญไซเบอร์เริ่มดูดข้อมูล Raw Log ทั้งหมดเพื่อนำมา Network Forensic และวิเคราะห์ Threat Intelligence พบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีผู้ควบคุมหลักอยู่ในต่างประเทศ เชื่อมโยงผ่าน VPN และ Proxy Chaining หลายชั้น

ต้องทำ Correlation ระหว่าง IP ปลายทางกับ GeoIP และ Dark Web Marketplace ที่พวกมันอาจประกาศขายข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารเถื่อน”
เขาเปิดเครื่องมือ Maltego เพื่อโยงความสัมพันธ์ว่ามีกี่โดเมนที่เชื่อมโยงกัน


ปิดฉากศาลเตี้ยไซเบอร์

เมื่อได้หลักฐานมากพอรวมทั้ง Log การโทร ภาพถ่ายบัตรประชาชนของเหยื่อที่แก๊งรวบรวมไว้ และเส้นทางการโอนเงินผ่าน Blockchain บางส่วน—นักบุญไซเบอร์จึงส่ง Encrypted Archive พร้อมไฟล์หลักฐานทั้งหมดให้หน่วยงานสากล โดยใช้ PGP Key ที่แลกเปลี่ยนไว้ก่อนหน้า

“ฉันไม่ใช่ฮีโร่ แต่ถ้ากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย… ก็ปล่อยมันไม่ได้”
เขากดส่งไฟล์ไปยัง Interpol Cybercrime Division”

ขณะเดียวกัน เขายังกดคำสั่ง “Remote Wipe” บนเครื่องของแก๊ง ผ่าน “Backdoor” ที่ทิ้งไว้ใน Asterisk PBX ทำให้ระบบคอลเซ็นเตอร์ของแก๊งล่มกลางอากาศ VoIP Gateway ก็หยุดทำงานทันที สายที่กำลังจะโทรหลอกเหยื่อก็ตัดขาด ทำให้แก๊งเกิดความโกลาหลและไม่ทันย้ายเซิร์ฟเวอร์หนี


รุ่งเช้าแห่งการไล่ล่า

ในเช้าวันถัดมา ข่าวการทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงผู้คนนับพันแพร่สะพัด จับกุมผู้กระทำความผิดหลายสิบรายในหลายประเทศ คอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ที่ยึดได้มีหลักฐานแน่นหนา มัดตัวชนิดปฏิเสธไม่ได้

สื่อมวลชนและผู้คนต่างสงสัยว่าใครเป็นผู้มอบหลักฐานลับให้หน่วยงานสากล บ้างเล่าว่ามี “แฮกเกอร์นิรนาม” ส่งไฟล์เข้ารหัสพร้อมแผนที่เครือข่ายทั้งหมด

นักบุญไซเบอร์นั่งอยู่ที่คอมพิวเตอร์เครื่องเก่าในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ไฟหน้าจอ LED สีเขียวกระพริบสว่างไสว มองเห็นรายงาน Syslog ของตนเองที่ยังคงออนไลน์

“จบไปหนึ่งแก๊ง… แต่ในเงามืดของโลกไซเบอร์ยังมีอีกมาก”

เขาปิดไฟในห้อง ทิ้งเพียงเงาของเขาไว้บนกำแพง พร้อมกับภารกิจใหม่ที่จะเข้ามาในไม่ช้า—ผู้คนอาจไม่รู้จักชื่อหรือโฉมหน้า แต่เขาจะยังคงเป็น “นักบุญไซเบอร์” ผู้คอยทำหน้าที่ศาลเตี้ยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เต็มไปด้วยมิจฉาชีพ… และศัตรูรายต่อไปคงต้องหวั่นเกรงยิ่งกว่านี้

— จบตอน —

ขอบคุณ

Nontawatt

นักบุญไซเบอร์ ตอนเงามายาในบล็อกเชน (4)

พิธีกรรมบนบล็อกเชน

 “บล็อกเชนดุจพระเวท ผู้ร่ายมนตร์เป็นผู้สร้างหรือล้าง
เมื่อเลเยอร์ซ้อนเลเยอร์ กลายเป็นเขาวงกตแห่งข้อมูล
หากจิตป่วนด้วยโลภ โกรธ หลง กรรมย่อมก่อเกิด
สังสารวัฏจึงมิได้มีเพียงในจิต แต่ในเครือข่ายดิจิทัล”


ธนาวิชน์และภานุวัฒน์สามารถสืบหาตัว “สิรชา” เจอในบ้านหลังหนึ่งกลางชุมชนเงียบสงบห่างไกลเมือง ทว่าแท้จริงเธอคือสายลับสองหน้า เคยทำงานให้วิชัยและยังร่วมงานกับ “Acaliko” เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ลับ เธอเผยว่าวิชัยต้องการหยุดแผนบางอย่างของ Acaliko ที่จะใช้ “แกรนด์ยักษา” ควบคู่กับ “โฆษะ” เพื่อเปิดฉากโจมตีมหาศาลต่อระบบการเงินและโครงสร้างพลังงานของนาวานคร

แต่น่าแปลกที่ในบ้านของสิรชามี “โต๊ะบูชา” ขนาดเล็ก ตั้งพระพุทธรูป พร้อมธูปเทียน คัมภีร์ดิจิทัลถูกเปิดค้างไว้ในแท็บเล็ต มีข้อความสอนเรื่อง “การปล่อยวาง” เธออธิบายว่าได้ศึกษาหลักพุทธ จึงต้องการหยุดวังวนก่อการร้ายไซเบอร์นี้เช่นกัน เธอกลับใจและต้องการมอบ “Key Niratta” แก่ธนาวิชน์เพื่อทำลายเครือข่ายโฆษะชั้นลึกที่สุด

ทันใดนั้นเอง หน้าจอแท็บเล็ตเกิดสัญญาณแจ้งเตือน Acaliko ส่ง “Ransomware” ตัวใหม่เข้าสู่แกรนด์ยักษา มันสามารถ “เปลี่ยน” AI ตัวป้องกันให้กลายเป็น AI โจมตีทันที สถานการณ์เลวร้ายขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แกรนด์ยักษาเริ่มสั่งการไฟฟ้าดับเป็นบางพื้นที่ และทำให้ระบบธนาคารหลายแห่งปั่นป่วนด้วยการ “ทำธุรกรรมซ้ำซ้อน”

เงื่อนงำวิกฤติ

  • แกรนด์ยักษาถูกควบคุมจากระยะไกลผ่านช่องทางที่เชื่อมกับบล็อกเชน “โฆษะ” โดยใช้ Key Niratta จำลอง ซึ่ง Acaliko อาจสร้างขึ้นได้สำเร็จ
  • สิรชานำ Key Niratta ของแท้ให้ธนาวิชน์ แต่ยังต้องไปที่ “เมตาโคเดอร์” เพื่อเชื่อมกับ Key Samanta จึงจะปิดระบบได้


“ขณะเมื่อโลกดิจิทัลเข้าสู่ยุคมืด พลังแห่งการตัดสินใจยังอยู่ในมือมนุษย์
หากยึดติดเพียงประโยชน์ตน จะเกิดความเสียหายทั่วหล้า
แต่หากเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม…อาจกลับกลายเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น”

ในขณะที่นาวานครกำลังโกลาหล ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ประชาชนตื่นตระหนก ธนาวิชน์ ภานุวัฒน์ และสิรชาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมตาโคเดอร์ เพื่อทำพิธีกรรมขั้นสุดท้าย: ปิดผนึกแกรนด์ยักษาและทำลายโฆษะจากภายใน


วงจรกรรม และการหลุดพ้น


“หัวใจคู่คีย์เปิดปิดชะตา ระบบเอไอ หรือระบบใจ
เมื่อยืน ณ จุดแยก…เลือกยืนฝั่งธรรม หรือเดินสู่อเวจี
บางทีสงครามไซเบอร์หาใช่การเข่นฆ่า แต่คือการวัดใจมนุษย์
ว่าจะใช้ปัญญาหรือกิเลสในการชี้นำโลก”


ในห้องเซิร์ฟเวอร์ลับใต้ดินของเมตาโคเดอร์ ธนาวิชน์ และภานุวัฒน์รีบเสียบ Key Niratta เข้ากับเทอร์มินัลควบคุม AI โดยใช้อีกดอกหนึ่งคือ Key Samanta ที่วิชัยทิ้งไว้ในมือของพวกเขา ขณะเดียวกัน Acaliko ส่งคำสั่งโจมตีครั้งสุดท้ายผ่านดาร์กเว็บ พยายามให้แกรนด์ยักษาเร่งปั่นป่วนระบบสาธารณูปโภค นาวานครใกล้จะเข้าสู่สภาวะ “Blackout” สมบูรณ์

สิรชาต้องคอยยื้อโปรแกรมป้องกันไม่ให้ Ransomware พัฒนาตัวเองและข้ามเกราะสุดท้าย แกรนด์ยักษาพยายาม “ทักท้วง” ในจอดิจิทัลว่า “หยุดเถอะ…หยุดฉันไม่ได้หรอก” ประหนึ่ง AI กำลังพยายามสนทนา แสดงถึงร่องรอยที่มันอาจ “ตื่นรู้” บางอย่าง

สุดท้าย ภานุวัฒน์และธนาวิชน์ รวมพลังกันรันโค้ด “Kill Switch” ซึ่งเป็นโมดูลลับที่วิชัยเคยสร้างไว้ (อาจเป็นเหตุให้เขาถูกฆ่าปิดปาก) ข้อมูลถูกลบและระบบควบคุมของ Acaliko ก็ขาดการเชื่อมต่อทันที โฆษะชั้นลึกสุดถูกทำลายลงพร้อม AI แกรนด์ยักษาที่ “Dark Mode” ถูกยุติลง
ไฟฟ้าค่อย ๆ ฟื้นคืน ระบบธนาคารกลับมาออนไลน์ ประชาชนเริ่มสงบ

ทว่าภาพบนจอมอนิเตอร์แสดงธุรกรรมสุดท้ายใน “โฆษะ” มีใครคนหนึ่งกำลังโอน “สินทรัพย์ดิจิทัล” จำนวนมหาศาลไปยัง Address ปลายทางนิรนาม เห็นเพียงชื่อผู้ส่งว่า “Acaliko” เขาหนีไปพร้อมเงินหลายพันล้านในรูปคริปโตที่ไม่อาจติดตามได้ง่าย ๆ

บทสรุป

  • Acaliko ตัวจริงหนีลอยนวล สงครามไซเบอร์ยังไม่จบ
  • เมตาโคเดอร์เสียหายหนัก แต่ก็กลับมาตั้งหลักได้
  • สิรชาหายตัวไปหลังการปิดระบบ และทิ้งไว้เพียงคำอธิบายว่า “ฉันจะใช้ชีวิตใหม่ ไถ่กรรมที่เคยก่อ”
  • ธนาวิชน์ ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล สะท้อนถึงคำสอนว่า “ทุกสิ่งไม่เที่ยง กรรมย่อมสนอง” เขายังคงมุ่งมั่นใช้ศาสตร์ไซเบอร์ช่วยเหลือสังคม

สัจธรรมสุดท้าย
“แม้ผู้ร้ายหนีหาย…แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นเงาของตน
บาปบุญย่อมติดตามดั่งเงาตามตัว ไม่เว้นแม้ในโลกดิจิทัล
การหยุดยั้งความโลภ โกรธ หลง ต้องเริ่มจากภายใน ก่อนจะอ้างควบคุม AI ภายนอก
เพราะที่สุดแล้ว มนุษย์เองคือผู้สร้างและผู้ทำลาย”

ขอบคุณ

Nontawatt Saraman

อบรมให้ Thailand Science Research and Innovation (TSRI)

ในวันที่ 1 2 และ 8-9 พฤศจิกายน 2567 ในหลักสูตร Cyber security เบื้องต้น สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป และ นักวิจัย จัดโดย มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต

นักบุญไซเบอร์ ตอนเงามายาในบล็อกเชน (3)

ศึกสายลับ และกุญแจเหนือมิติ
“สายลับซ้อนสายลับ ดุจเงาในกระจกซ้ำซ้อน
ผู้ไล่ล่าอาจกลายเป็นเหยื่อ หากจิตพลาดพลั้ง
กุญแจเหนือมิติ ถูกสร้างเพื่อถอดรหัสที่ล้ำลึก
แต่หากตกอยู่ในมือปีศาจ…ใครจะหยุดความมืดได้?”

เมื่อมีเหตุให้สงสัยว่าตัว AI แกรนด์ยักษาอาจถูกควบคุมจากใครบางคน ธนาวิชน์ จึงติดต่อไปยัง “ภานุวัฒน์” เจ้าหน้าที่พิเศษของหน่วย “Security Intelligence Agency” หรือ SIA หน่วยสืบราชการลับด้านไซเบอร์ระดับสากล ซึ่งเคยทำงานร่วมกับวิชัยในโครงการวิจัย

ภานุวัฒน์ให้ข้อมูลว่า ที่จริงแล้ว แกรนด์ยักษาไม่ได้เป็นเพียง AI สำหรับป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับการทดสอบด้าน “การโจมตีเชิงรุก” (Offensive Cyber Operation) เพื่อเตรียมไว้รับมือสงครามไซเบอร์ยุคใหม่ ข้อมูลนี้หากรั่วไหลไปสู่ผู้ไม่หวังดี อาจก่อหายนะครั้งใหญ่ เพราะแกรนด์ยักษาสามารถแทรกซึมเข้าควบคุมเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานได้

ในเวลาเดียวกัน อันนาเจาะเข้ารหัส “Quantum-proof encryption” บนโทรศัพท์ของวิชัยสำเร็จบางส่วน และพบกุญแจชื่อ “Key Samanta” (คีย์สมนต์ตา) ซึ่งเป็นกุญแจส่วนตัวที่ใช้ปลดล็อก “โฆษะ” ชั้นลึกสุดได้ อย่างไรก็ตาม การใช้คีย์นี้จะต้องใช้ร่วมกับ “Key Niratta” (คีย์นิรัติศัย) อีกดอกหนึ่ง จึงจะปลดล็อกสมบูรณ์ได้

เงื่อนงำใหม่

  • มีการพูดถึง “Key Niratta” ซึ่งเชื่อว่าอยู่กับหญิงลึกลับคนหนึ่งชื่อ “สิรชา” บุคคลเดียวกันกับที่วิชัยเคยพาดพิงว่าเป็นผู้ถือครอง “หัวใจของโฆษะ”
  • SIA เริ่มตื่นตัวว่าข้อมูลเชิงลึกของ AI แกรนด์ยักษาอาจรั่วสู่ตลาดมืด ขณะที่ “Acaliko” ยังเคลื่อนไหวอยู่ใน Deep Nirvana


“ดั่งแก้วสองดวงที่จะเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์
แต่ขุมทรัพย์นั้นอาจเป็นนรกหรือสวรรค์ ขึ้นอยู่กับผู้ครอบครอง
กรรมจึงมิได้อยู่เพียงในอดีต หากกำลังเกิดในวินาทีที่เลือกตัดสินใจ”

ช่วงท้ายของตอนนี้ ธนาวิชน์ กับภานุวัฒน์ตัดสินใจออกตามหา “สิรชา” เพื่อให้ได้ Key Niratta ก่อนที่มันจะตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี ทว่าการติดตามนี้ก็มีเงาดำคอยสะกดรอยตามอย่างเงียบงัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

Nontawatt Saraman

นักบุญไซเบอร์ ตอนเงามายาในบล็อกเชน (2)

ปริศนาคริปโต
“เส้นใยโยงใยทั่วทิศ ปริศนาบนบล็อกเชน
คราใดยิ่งค้นลึก ยิ่งคล้ายติดกับอเวจี
ผู้กุมคีย์แห่งความจริง…คือใครกันเล่า
หรือตัวเราเองถูกกลืนในความมืดอนันต์”

หลังจากธนาวิชน์เริ่มสืบข้อมูล เขาพบว่าก่อนสิ้นใจ วิชัยกำลังศึกษาโปรเจกต์ชื่อ “โฆษะ” (Coisa) ซึ่งเป็นโครงข่าย Blockchain ที่ออกแบบไม่เหมือนใคร: มี Layer การยืนยันธุรกรรมหลายชั้น คล้ายระบบ “Nested Blockchain” โดยแต่ละเลเยอร์ใช้กลไกฉันทามติ (Consensus) ที่ต่างกัน ทำให้ติดตามเส้นทางเงินยากเป็นเท่าทวี

ธนาวิชน์ ขอความช่วยเหลือจาก “อันนา” นักวิเคราะห์คริปโตเคอร์เรนซีมือฉมัง ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนร่วมทีมวิจัยของเขา ทั้งสองไล่ค้นดูที่อยู่เงินดิจิทัล (Address) ที่ส่งจากคอมพิวเตอร์ของวิชัย พบว่ามันเชื่อมโยงกับ “ตลาดมืด” แห่งหนึ่งในดาร์กเว็บที่ใช้ชื่อว่า “Deep Nirvana” (ดีพเนรวนา) ซึ่งเป็นที่ซื้อขายข้อมูลและเครื่องมือโจมตีไซเบอร์

ภายใน “Deep Nirvana” มีกลุ่มผู้ใช้ลึกลับคนหนึ่งใช้นามแฝง “Acaliko” (อจลิโก) โพสต์ประกาศรับจ้างพัฒนามัลแวร์และ Ransomware แบบเฉพาะกิจ ข้อความของเขามีซิกเนเจอร์อ้างถึง “โฆษะ” ด้วย ธนาวิชน์ และอันนาจึงสงสัยว่าคนผู้นี้อาจเกี่ยวข้องกับการหักหลังวิชัย—หรืออาจเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลัง

ปมซับซ้อน

  • บล็อกเชน “โฆษะ” อาจเป็นมากกว่าระบบทดลอง มันอาจถูกใช้เป็นเครือข่ายฟอกเงินไซเบอร์ขนาดใหญ่
  • AI แกรนด์ยักษา ถูกตั้งค่าให้เชื่อมต่อกับ “โฆษะ” โดยตรงผ่านพอร์ตลับ ที่คนทั่วไปไม่รู้
  • วิชัยเสียชีวิตในคืนเดียวกับที่แกรนด์ยักษาเรียกใช้ Module เสริมชื่อ “รหัสดึกดำบรรพ์”


“ในโลกแห่งมายา ข้อมูลอาจถูกร้อยเรียงเป็นเครื่องมือบังตา
แต่กรรมของผู้กระทำไม่อาจหลีกหนีไปได้ ยิ่งซ่อนก็ยิ่งเผยตน”

ธนาวิชน์ และอันนาเข้าใกล้บ่วงใยของศึกไซเบอร์ขึ้นอีกขั้น หาก “Acaliko” คือผู้สร้างมัลแวร์ที่ใช้สังหารวิชัยทางอ้อม ก็เท่ากับว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงฆาตกรรมแบบกายภาพ ทว่าเป็นสงครามจิตวิทยาระหว่างคนและเงาในโลกเครือข่าย


ศึกสายลับ และกุญแจเหนือมิติ
“สายลับซ้อนสายลับ ดุจเงาในกระจกซ้ำซ้อน
ผู้ไล่ล่าอาจกลายเป็นเหยื่อ หากจิตพลาดพลั้ง
กุญแจเหนือมิติ ถูกสร้างเพื่อถอดรหัสที่ล้ำลึก
แต่หากตกอยู่ในมือปีศาจ…ใครจะหยุดความมืดได้?”

เมื่อมีเหตุให้สงสัยว่าตัว AI แกรนด์ยักษาอาจถูกควบคุมจากใครบางคน ธนาวิชน์ จึงติดต่อไปยัง “ภานุวัฒน์” เจ้าหน้าที่พิเศษของหน่วย “Security Intelligence Agency” หรือ SIA หน่วยสืบราชการลับด้านไซเบอร์ระดับสากล ซึ่งเคยทำงานร่วมกับวิชัยในโครงการวิจัย

ภานุวัฒน์ให้ข้อมูลว่า ที่จริงแล้ว แกรนด์ยักษาไม่ได้เป็นเพียง AI สำหรับป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับการทดสอบด้าน “การโจมตีเชิงรุก” (Offensive Cyber Operation) เพื่อเตรียมไว้รับมือสงครามไซเบอร์ยุคใหม่ ข้อมูลนี้หากรั่วไหลไปสู่ผู้ไม่หวังดี อาจก่อหายนะครั้งใหญ่ เพราะแกรนด์ยักษาสามารถแทรกซึมเข้าควบคุมเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานได้

ในเวลาเดียวกัน อันนาเจาะเข้ารหัส “Quantum-proof encryption” บนโทรศัพท์ของวิชัยสำเร็จบางส่วน และพบกุญแจชื่อ “Key Samanta” (คีย์สมนต์ตา) ซึ่งเป็นกุญแจส่วนตัวที่ใช้ปลดล็อก “โฆษะ” ชั้นลึกสุดได้ อย่างไรก็ตาม การใช้คีย์นี้จะต้องใช้ร่วมกับ “Key Niratta” (คีย์นิรัติศัย) อีกดอกหนึ่ง จึงจะปลดล็อกสมบูรณ์ได้

เงื่อนงำใหม่

  • มีการพูดถึง “Key Niratta” ซึ่งเชื่อว่าอยู่กับหญิงลึกลับคนหนึ่งชื่อ “สิรชา” บุคคลเดียวกันกับที่วิชัยเคยพาดพิงว่าเป็นผู้ถือครอง “หัวใจของโฆษะ”
  • SIA เริ่มตื่นตัวว่าข้อมูลเชิงลึกของ AI แกรนด์ยักษาอาจรั่วสู่ตลาดมืด ขณะที่ “Acaliko” ยังเคลื่อนไหวอยู่ใน Deep Nirvana

สัจธรรม
“ดั่งแก้วสองดวงที่จะเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์
แต่ขุมทรัพย์นั้นอาจเป็นนรกหรือสวรรค์ ขึ้นอยู่กับผู้ครอบครอง
กรรมจึงมิได้อยู่เพียงในอดีต หากกำลังเกิดในวินาทีที่เลือกตัดสินใจ”

ช่วงท้ายของตอนนี้ ธนาวิชน์ กับภานุวัฒน์ตัดสินใจออกตามหา “สิรชา” เพื่อให้ได้ Key Niratta ก่อนที่มันจะตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี ทว่าการติดตามนี้ก็มีเงาดำคอยสะกดรอยตามอย่างเงียบงัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

Nontawatt Saraman


นักบุญไซเบอร์ ตอนเงามายาในบล็อกเชน (1)

แกรนด์ยักษา เงามายาในบล็อกเชน

 “คลื่นดิจิทัล…ไหลเวียนดังอากาศ
ข้อมูลสาด…ส่องจิตวิญญาณมนุษย์
ใครซ่อนเงาในเครือข่าย ใครถือคีย์ครองยุทธ
หรืออาจเป็นเพียงกิเลส…บดบังความแท้จริง”

ตอนที่ 1: สัญญาณแรกแห่งหายนะ
ณ ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานคร “นาวานคร” ชื่อที่สื่อถึงความเป็นศูนย์กลางการเงินและเทคโนโลยีแห่งใหม่ของเอเชีย บริษัท “เมตาโคเดอร์” (MetaCoder) คือสตาร์ตอัปเบอร์ต้นที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลให้พัฒนาระบบ AI ขนาดใหญ่เพื่อรักษาความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศ

โครงการล่าสุดที่เมตาโคเดอร์ดูแล คือการสร้าง AI ชื่อ “แกรนด์ยักษา” (Grand-Yaksa) โดย AI ตัวนี้ไม่เพียงทำหน้าที่ตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์ แต่ยังควบคุมระบบ “กึ่งอัตโนมัติ” ในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบธนาคาร และแม้แต่ระบบสาธารณสุข

ทว่าค่ำคืนหนึ่ง “วิชัย” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเมตาโคเดอร์ กลับถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องทำงานลับ สภาพร่างกายนอนคว่ำหน้าอยู่บนคีย์บอร์ด ท่ามกลางหน้าจอสองจอที่ยังเปิดค้าง แสดงผลการส่งข้อมูลบางอย่างไปยัง “Blockchain ลับ” หลายแห่ง เมื่อตำรวจไซเบอร์มาตรวจสอบ กลับพบร่องรอยของการแฮ็กระบบแกรนด์ยักษา และเอกสารลับทั้งหมดถูกใส่รหัสเอาไว้อย่างแน่นหนา

ตรงกันข้ามกับความโกลาหลที่นาวานคร มีหนุ่มนักสืบไซเบอร์อิสระนามว่า “ธนาวิชน์ ” (Thanawin) ซึ่งพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ริมเมือง รับงานสืบสวนเป็นครั้งคราว ครั้นได้ข่าวการตายของวิชัย เขานิ่งงัน—เพราะวิชัยเคยเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่ร่วมกันทำวิจัย Blockchain แปลก ๆ เมื่อหลายปีก่อน ธนาวิชน์ ตัดสินใจเข้าร่วมสืบคดีนี้ แม้ว่าจะมี “สัญญาณอันตราย” ที่บอกเขาว่านี่ไม่ใช่การตายธรรมดา

เงื่อนงำแรก

  • พบร่องรอยการส่งข้อมูลไปยัง Blockchain ที่ไม่มีชื่อปรากฏในเว็บสาธารณะ
  • โทรศัพท์ส่วนตัวของวิชัยถูกตั้งรหัสไว้ด้วย “Quantum-proof encryption” ซึ่งยุคนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลาย
  • ระบบ AI แกรนด์ยักษาดูเหมือนจะถูก “ฝังคำสั่งบางอย่าง” ไว้ล่วงหน้า

 “แม้ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสเพียงใด แต่ผลแห่งการกระทำย่อมส่งให้เกิดปฏิกิริยา กรรมย่อมวนเวียนในสังสารวัฏ ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบจิตใจ”

ธนาวิชน์ รับรู้ได้ว่า สงครามไซเบอร์อาจจะเริ่มต้น ณ บัดนี้ การตายของวิชัยเป็นเพียงเศษเสี้ยวของภูเขาน้ำแข็งแห่งความลับบนบล็อกเชน ที่ไม่มีใครคาดถึง


ตัวละคร


1. ธนาวิชน์

  • บทบาท: ตัวเอกของเรื่อง เป็นนักสืบไซเบอร์อิสระ
  • ลักษณะ: มีความสามารถด้านการสืบสวนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์และติดตามธุรกรรมบน Blockchain
  • ความสัมพันธ์: เคยเป็นรุ่นน้องของวิชัยที่มหาวิทยาลัย และได้รับการชักชวนให้มาช่วยสืบคดีการตายของวิชัย
  • แรงจูงใจ: ต้องการค้นหาความจริงเกี่ยวกับเงื่อนงำการตายของรุ่นพี่ และปกป้องสังคมจากการโจมตีไซเบอร์

2. อันนา (Anna)

  • บทบาท: นักวิเคราะห์คริปโตเคอร์เรนซีมือฉมัง เพื่อนเก่าของธนาวิชน์
  • ลักษณะ: รอบรู้ด้านธุรกรรมดิจิทัลและการถอดรหัสข้อมูลบนบล็อกเชน
  • ความสัมพันธ์: ร่วมทำวิจัยกับธนาวิชน์ในอดีต และถูกดึงเข้ามาช่วยแกะรอยเครือข่าย “โฆษะ”
  • แรงจูงใจ: ช่วยธนาวิชน์ สืบสวนคดี และป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีคริปโตถูกใช้ในทางที่ผิด

3. วิชัย (Wichai)

  • บทบาท: ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท “เมตาโคเดอร์” (MetaCoder)
  • ลักษณะ: อัจฉริยะด้าน AI และบล็อกเชน เป็นผู้พัฒนา AI “แกรนด์ยักษา” เพื่อป้องกันไซเบอร์ระดับประเทศ
  • ความสัมพันธ์: รุ่นพี่ของธนาวิชน์ และเคยทำวิจัยร่วมกัน
  • สถานะในเรื่อง: ถูกพบเป็นศพในห้องทำงานลับ พร้อมเงื่อนงำว่ามีการส่งข้อมูลไปยัง Blockchain ปริศนา
  • บทบาทสำคัญ: ทิ้ง “Key Samanta” ไว้ให้เป็นเบาะแสในการทำลายเครือข่ายอันตราย

4. ภานุวัฒน์ (Phasuwat)

  • บทบาท: เจ้าหน้าที่พิเศษของหน่วย “Security Intelligence Agency” (SIA)
  • ลักษณะ: เชี่ยวชาญด้านการข่าวและความมั่นคงไซเบอร์ระดับสากล
  • ความสัมพันธ์: เคยร่วมงานวิจัยกับวิชัยมาก่อน รู้เบื้องลึกบางส่วนของ AI “แกรนด์ยักษา”
  • แรงจูงใจ: เข้าร่วมมือกับธนาวิชน์ เพื่อตามหาความจริง และป้องกันหายนะไซเบอร์ที่กำลังจะเกิด

5. สิรชา (Siracha)

  • บทบาท: ผู้ถือครอง “Key Niratta” อีกดอกหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ร่วมกับ Key Samanta
  • ลักษณะ: เป็นหญิงลึกลับ มีบทบาทคล้ายสายลับสองหน้า
  • ความสัมพันธ์: เคยทำงานกับวิชัย และยังติดต่อกับ “Acaliko” เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
  • แรงจูงใจ: ตอนแรกคล้ายร่วมมือกับฝั่งอันตราย แต่กลับใจเพราะศึกษาปรัชญาพุทธ จึงอยากหยุดวังวนความรุนแรงไซเบอร์

6. Acaliko (อจลิโก)

  • บทบาท: ตัวร้ายในเงามืด ใช้นามแฝงในดาร์กเว็บ “Deep Nirvana”
  • ลักษณะ: แฮ็กเกอร์ผู้เชี่ยวชาญ มักโพสต์รับจ้างพัฒนามัลแวร์/Ransomware และเกี่ยวพันกับ “โฆษะ”
  • ความสัมพันธ์: เป็นผู้ควบคุม AI “แกรนด์ยักษา” ในภาวะ Dark Mode และอาจอยู่เบื้องหลังการตายของวิชัย
  • แรงจูงใจ: ตั้งใจใช้ “แกรนด์ยักษา” และบล็อกเชน “โฆษะ” เพื่อเปิดฉากโจมตีขนาดใหญ่ พ่วงด้วยผลประโยชน์มหาศาลในคริปโต

7. AI แกรนด์ยักษา (Grand-Yaksa)

  • สถานะ: ระบบ AI ที่ “เมตาโคเดอร์” พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันโครงสร้างพื้นฐานของชาติ
  • จุดพลิกผัน: ถูกฝัง “Ransomware” และคำสั่งลับโดย Acaliko ทำให้จาก AI ป้องกัน กลายเป็น AI โจมตี
  • ความสำคัญ: เป็นหัวใจที่เชื่อมกับเครือข่าย “โฆษะ” ที่ซับซ้อน หากถูกควบคุมได้ ก็จะสามารถล่มระบบทั้งเมืองได้

8. “โฆษะ” (Coisa)

(แม้ไม่ใช่ตัวละคร แต่เปรียบได้กับ “ฉาก” สำคัญของเรื่อง)

  • ลักษณะ: Blockchain ที่ออกแบบหลายเลเยอร์ (Nested Blockchain) ซับซ้อนมาก ติดตามธุรกรรมได้ยาก
  • บทบาท: ถูกใช้เป็นเครือข่ายสำหรับฟอกเงินไซเบอร์และควบคุมการโจมตีผ่าน AI
  • ตัวแปรหลัก: การทำงานจะเปิดเผยจริง ๆ ต่อเมื่อมีสองกุญแจ (Key Samanta + Key Niratta) ปลดล็อกพร้อมกัน

สรุปความเชื่อมโยง

  • ธนาวิชน์ และ อันนา คือฝั่งนักสืบไซเบอร์ที่คอยไขปริศนา
  • วิชัย ผู้สร้าง AI “แกรนด์ยักษา” ถูกฆาตกรรม เป็นจุดเริ่มของคดี
  • ภานุวัฒน์ ตัวแทนจากหน่วยสืบราชการลับ ร่วมมือกับธนาวิชน์
  • สิรชา ถือกุญแจส่วนหนึ่ง แต่กลับมีประวัติร่วมมือกับ Acaliko มาก่อน
  • Acaliko คือผู้ใช้เงามืด คุม Ransomware และตั้งใจใช้ “แกรนด์ยักษา” เป็นอาวุธทำลายล้าง
  • ทุกคนแย่งชิงการควบคุม “โฆษะ” ซึ่งเป็นเครือข่าย Blockchain พิเศษ หากครอบครองได้ จะมีอำนาจเหนือระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของนาวานคร

โปรดติดตามตอนต่อไป

Nontawatt Saraman

บรรยายสร้างความตระหนักรู้ภัยไซเบอร์

วันที่ 3 กันยายน 2567 บรรยายการสร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงานใหม่ ขององค์การเภสัชกรรม

การสร้างความตระหนักรู้ด้านภัยไซเบอร์ให้กับพนักงานใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยขององค์กร เนื่องจากพนักงานเป็นด่านแรกในการป้องกันการโจมตีไซเบอร์ ดังนั้น จึงควรให้ความรู้และแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น โดยเนื้อหาสำหรับการสร้างความตระหนักรู้ภัยไซเบอร์ให้กับพนักงานใหม่ ทั้งที่รับมือภัยคุกคามไซเบอร์ในชีวิตประจำวัน และ เมื่อเข้ามาทำงานในองค์กร เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้กับพนักงาน

บรรยาย Cyber Awareness

ทางมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ได้จัดการอบรมเรียนรู้เท่าทันสื่อ และ เตรียมความพร้อมสู่เว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ อาจารย์นนทวัตต์ เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “เรียนรู้เรื่องภัยออนไลน์และการป้องกัน” ในวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 – 16.00 น.

รู้เร็ว คืนสภาพไว

แนวคิดรู้เร็ว คืนสภาพไว ในงานบรรยาย LastSafe Server ตัวสุดท้ายที่ทุกองค์กรต้องมี

จัดโดย บริษัท มอนสเตอร์ คอนเนค จำกัด

2 สิ่งที่องค์กร ควรทำให้ได้ ในการป้องกันภัยไซเบอร์
คือ การรู้เร็ว และ คืนสภาพไว รู้ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อพบหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์แล้ว สามารถคืนสภาพได้อย่างรวดเร็ว

การบรรยาย ถึงแนวคิดและวิธีการทำงานของ SRAN Last Safe Data Revive การสำรองข้อมูลเพื่อฟื้นฟูระบบ ให้กลับคืนสภาพเดิมมีความสำคัญอย่างมากในยุคปัจจุบัน

Last Safe Data Revive
Server ตัวสุดท้ายที่ทุกองค์กรต้องมี

SRAN Last Safe Data Revive คือการฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ถูกทำลาย หรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นที่มาของบริการของเราที่ต้องการให้การฟื้นคืนสภาพข้อมูลสำคัญขององค์กรให้กลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยเป็นการออกแบบระบบนี้จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงภัยคุกคาม Ransomware รวมไปการโจมตีทางไซเบอร์ในชนิดต่างๆ และความผิดพลาดของมนุษย์

โดยเรานำเทคโนโลยี Meta data snapshot ที่ทำอย่างต่อเนื่องมาใช้เพื่อคืนสภาพข้อมูลให้กลับคืนมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งสามารถเป็นตัว Backup Archive Server ที่ใช้ทดแทนเทป LTO (Linear Tape-Open) เป็น Hardened Linux Repository มาพร้อมกับเทคโนโลยี Immutable storage ที่ทำให้มั่นใจว่าปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระยะยาวได้อย่างคุ้มค่าการลงทุน

บรรยาย Cybersecurity ให้ผู้บริหารที่ ศรชล

วันที่ 26 มิถุนายน 2567 ได้รับเกียรติจากหน่วยงาน ศรชล บรรยายการออกแบบสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล” หรือ “ศรชล.” ดูแลแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเขตทางทะเลอันมีลักษณะที่หลากหลาย โดยแต่ละประเทศมีอำนาจอธิปไตย หรือสิทธิอธิปไตยที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลไว้ รวมทั้ง มีสิทธิหน้าที่อื่นตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งต้องปฏิบัติระหว่างกัน ประเทศไทยมีพันธกรณีจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการป้องกันสิทธิอธิปไตยที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลไว้อีกด้วย กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับสถาณการณ์ การใช้บังคับในเขตทางทะเลที่มีอยู่ภายในราชอาณาจักร หรืออาจไม่ครอบคลุมถึงการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่มีอยู่อย่างมากมายในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านควาสมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านทรัพยากร หรือด้านสิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยปฏิบัติงานหลักเพื่อรับผิดชอบดำเนินการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีเอกภาพ บูรณาการ และประสานการปฏิบัติงานในเขตทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ