ธุรกรรมออนไลน์…ภัยร้ายแฝงเงามืด


เมื่อหลายเดือนก่อนได้เกิดคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ต โดยผู้เสียหายได้ใช้บริการ Internet Banking และตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่ามีผู้ดักข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Key Logger ซึ่งคอยเก็บข้อมูลจากแป้นคีย์บอร์ดขณะใช้งาน และส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตให้กับแฮกเกอร์ ซึ่งนำข้อมูลที่ได้สวมรอยเป็นผู้ใช้งาน เข้าทำธุรกรรมทางการเงิน สร้างความเสียหายมูลค่าไม่น้อย เหตุการณ์นี้สามารถป้องกันได้ หากผู้ใช้งานและผู้ให้บริการระบบธุรกรรมออนไลน์ตระหนักและรู้เท่าทันภัยคุกคาม ตลอดจนเสริมสร้างเทคโนโลยีให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ในปัจจุบันแฮกเกอร์ไม่ได้มีเป้าหมายเจาะระบบเครือข่ายธนาคารหรือผู้ให้บริการธุรกรรมออนไลน์ เพื่อเข้าถึงชั้นความลับของลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นผู้ใช้งาน (User) อินเตอร์เน็ต ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายกว่าแทน โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น บางครั้งผู้ใช้งานอาจพยายามดาวน์โหลดโปรแกรมหรือข้อมูลบางอย่างที่แฮกเกอร์ได้เผยแพร่ไว้ตามเว็บสาธารณะยอดนิยม โดยโปรแกรมดังกล่าวมักมีชื่อที่ดึงดูดให้ดาวน์โหลด เช่น clip ฉาว, โปรแกรมเร่งความเร็ว, โปรแกรม crack serial number, โปรแกรมเกมส์ เป็นต้น เมื่อผู้ใช้งานหลงดาวน์โหลดโปรแกรมดังกล่าวมาติดตั้งในเครื่อง อาจมีมัลแวร์แฝงมากับไฟล์ ทำให้ผู้ใช้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพที่จ้องดักข้อมูลได้
ในแง่ผู้ใช้งานทั่วไป : ต้องป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยตระหนักรู้ และควบคุมพฤติกรรมตนเองในการใช้งานอินเตอร์เน็ต บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว, ไม่ดาวน์โหลดโปรแกรมที่ไม่มั่นใจในความปลอดภัย, หมั่นดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีการอัพเดททั้งซอฟต์แวร์ป้องกัน และ Patch, ตั้งรหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดา หากต้องทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ต เช่น ซื้อสินค้า หรือทำธุรกรรมทางการเงิน ให้ทำบนเครื่องตนเองที่คิดว่าปลอดภัยแล้ว เลือกช่องทางการใช้งานให้ถูกต้อง เช่น เมื่อมีการ Login ผ่านเว็บไซต์ให้ดูว่าเป็นการผ่าน HTTPS หรือไม่ หากไม่ใช่ก็ไม่ควรใช้ โดยเฉพาะหากอยู่ในวง LAN ไม่ว่าจะเป็นร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ หรือบริษัท เพราะอาจมีการดัก User / Password ผ่านระบบเครือข่ายได้ และควรเลือกใช้บริการธุรกรรมอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
ในแง่ผู้ให้บริการ : แม้ผู้ให้บริการจะออกแบบระบบเครือข่ายเป็นอย่างดีจนยากที่แฮกเกอร์จะเจาะระบบเข้ามาได้ แต่แฮกเกอร์สามารถเจาะผ่านทางผู้ใช้บริการได้ และเป็นวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้นอกจากต้องอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแล้ว ผู้ให้บริการยังต้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการระบุตัวตนผู้ใช้งาน, ดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและวิธีการใช้งานเมื่อลูกค้าต้องทำธุรกรรมผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ตลอดจนให้ความรู้แก่ลูกค้าให้รู้เท่าทันภัยคุกคามในปัจจุบัน
ในที่นี้ผมขอเน้นเรื่องการใช้เทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าที่ทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งที่ใช้กันอยู่มีสามรูปแบบคือ
* สิ่งที่คุณมี (Something you have) เช่น กุญแจไขประตู, บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ Token เป็นต้น
* สิ่งที่คุณรู้ (Something you know) คือ รหัสผ่านหรือชุดตัวเลขเฉพาะ
* สิ่งที่คุณเป็น (Something you are) เป็นการพิสูจน์ตัวตนแบบชีวมาตร เช่น ลายนิ้วมือ ระบบรู้จำเสียง ระบบสแกนม่านตา เป็นต้น
สำหรับการทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ตนั้น การพิสูจน์ตัวตนแบบปัจจัยเดียว (single-factor) อาจไม่รัดกุม และไม่เพียงพอต่อการให้บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวขึ้น ควบคู่กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงควรใช้การพิสูจน์ตัวตนแบบสองปัจจัย (two-factor) ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคือ เครื่องเอทีเอ็มที่ใช้บัตรพลาสติก (สิ่งที่คุณมี) ควบคู่กับหมายเลขเฉพาะสี่หลัก (สิ่งที่คุณรู้) เปรียบเทียบกับการพิสูจน์ตัวตนทางระบบเครือข่ายคือ การใช้ระบบ Token ร่วมกับรหัสผ่านนั่นเอง วิธีนี้จะช่วยยกระดับความปลอดภัยให้สูงขึ้นอีกขั้น และผู้ใช้บริการรายนั้นไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในการทำธุรกรรมของตนได้ ซึ่งระบบที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้โครงสร้างด้านความปลอดภัยแข็งแกร่งขึ้น ลดปัญหาการฉ้อฉลลงได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากระบบพิสูจน์ตัวตนแล้ว ผู้ให้บริการควรมีนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล ตลอดจนวิธีการปฏิบัติและการควบคุมที่เหมาะสม และควรประเมินความสามารถของเทคนิคการพิสูจน์ตัวตนที่ใช้อยู่ว่าสามารถรับมือกับภัยคุกคามและความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงภายในระบบได้ สำหรับผู้ให้บริการธุรกรรมอินเตอร์เน็ตผ่าน Web Application ที่ยังไม่ได้จัดทำระบบแบบ two factor ก็ควรมีการเก็บค่าการ Login หน้าเว็บเพื่อที่สืบได้ว่าใครเข้ามาใช้บริการบ้าง (คำว่า ใคร ประกอบด้วย IP ที่เรียกใช้บริการ ชื่อ ISP ชุดคำสั่งในการใช้บริการ ได้แก่ ชนิดบราวเซอร์ ระบบปฏิบัติการ รวมถึง Session ID ของค่า Cookie ที่เครื่องแม่ข่ายให้บริการสร้างขึ้น เป็นต้น) ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับลูกค้า เช่นเดียวกับกล้องวงจรปิดที่ติดตามตู้ ATM จะทำให้ผู้บริการเก็บบันทึก Log ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย
มีเรื่องราวทางเทคนิคอีกมากมายที่เจาะลึกถึงการป้องกันภัยคุกคามทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งหากมีโอกาสจะได้นำเรียนเสนอในคราวต่อไป อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สถาบันการเงิน, ผู้ประกอบธุรกิจ E-Commerce ควรนำเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตนแบบ Two-Factor Authentication มาใช้เป็นอย่างน้อย ตลอดจนให้ความรู้แก่ลูกค้าในการทำธุรกรรมผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพที่นับวันจะมีวิธีการที่ซับซ้อนแยบยลขึ้นทุกที

บทความหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ
โดย นนทวรรธนะ สาระมาน บริษัท โกลบอลเทคโนโลยี อินทิเกรเทด จำกัด
11 / 51

มีเธอและฉันในอดีต


ในอดีตแบบเรียนภาษาไทยของเรา ได้มีตัวละครหนึ่งที่โตไปพร้อมๆกับเรา เสมือนเขาเหล่านั้นคือเพื่อนพี่น้องเราบนรูปวาดในหนังสือเรียน เมื่อเราเห็นมันอีกครั้ง ความทรงจำในอดีตก็ปรากฏขึ้น ..

แบบเรียนภาษาไทยมีอยู่ 5 ยุค
ยุคที่ 1 แบบเรียนรวมชาติ ปี พ.ศ. 2414 – 2461
ยุคที่ 2 แบบเรียนยุคชาติผู้ดี ปี พ.ศ. 2464 – 2474
ยุคที่ 3 แบบเรียนยุคชาติประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 – 2502
ยุคที่ 4 แบบเรียนยุคชาติสถาบัน พ.ศ. 2503 – 2521
ยุคที่ 5 แบบเรียนยุคชาติคือหมู่บ้านในอุดมคติ พ.ศ. 2522 – 2533

ผมทันสมัยแบบเรียนยุคชาติคือหมู่บ้านในอุดมคติ เวลามองเห็นรูปพวกนี้รู้สึกตัวเองได้ย้อนอดีตนึกถึงสมัยยังเด็ก จึงขอเก็บบันทึกไว้ในที่นี้

ภาพวาดที่แสดงถึงวิถีชีวิตคนไทยในยุคสมัยนั้น (2520 – 2530) บนหนังสือเรียนภาษาไทยชั้นประถมศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ


ภาพวาดจากคุณเตรียม ชาชุมพร


ส่วนภาพเหล่านี้เห็นนามว่าพินิจ ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนวาด
ศิลปินนักวาดการ์ตูนในประเทศไทย ระดับตำนาน เช่น เหม เวชกร และ จุก เบี้ยวสกุล

ข้อมูลจาก ระลึกชาติในแบบเรียนภาษาไทย โดย นุชจรี ใจเก่ง
บทความเชื่อมโยงอ่านได้ที่ ยังจำกันได้หรือเปล่า จากบทเรียนสมัยประถม “มานี…มานะ…และผองเพื่อน”

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

หลักเกณฑ์การเก็บ Log เพื่อประโยชน์สำหรับเจ้าหน้าที่พนักงาน

เพื่อประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่พนักงาน และตำรวจในการตรวจสอบการเก็บบันทึกข้อมูลจราจรในองค์กร เพื่อใช้ในงานสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิด จึงควรมีแบบตรวจสอบ (Checklist) สำหรับผู้รับผิดชอบดูแลให้มีการเตรียมความพร้อมโดยแบ่งขั้นตอนดังนี้
1. ออกนโยบายมาตราฐานการเก็บ Log เพื่อประโยชน์สำหรับเจ้าหน้าที่พนักงาน
1. 1 ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ควรมีการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บบันทึก โดยใช้เทคโนโลยี MD5, SHA-1 หรือการทำ Checksum เพื่อตรวจค่าความถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บ หรือมีนโยบายการจัดเก็บแบ่งอำนาจหน้าที่การเข้าถึงข้อมูลจราจรที่ได้ถูกเก็บบันทึกไว้ โดยมีผู้บริหารของหน่วยงานเป็นผู้กำหนดและแบ่งบทความหน้าที่ผู้รับผิดชอบเพื่อรักษาข้อมูลจราจรของหน่วยงานไว้
1.2 การจัดเก็บบันทึกข้อมูลจราจร เพื่อต้องการระบุถึงการใช้งานและเก็บเป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิด ข้อมูลจราจรที่เก็บบันทึก อย่างน้อยควร ระบุ Source IP, Destination IP หรือ ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้เป็นอย่างน้อย รวมถึงลักษณะการใช้งานเช่น การใช้งาน Web, Mail, Chat การ Upload / Download, การแชร์ไฟล์ รวมถึงการใช้ VoIP, P2P เป็นต้น เนื่องจากการใช้งานลักษณะดังกล่าวมีความเสี่ยงภัยที่อาจจะมีผู้ใดผู้หนึ่งในหน่วยงาน กระทำความผิดจากการใช้การสื่อสารดังกล่าว
1.3 การจัดเก็บบันทึกข้อมูลจราจร เพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พนักงานและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควรมีการแบ่งการเก็บตาม File ตามกฏเกณฑ์การเก็บบันทึกข้อมูลจราจรที่ทางกระทรวงได้กำหนดให้ รวมถึงสร้างความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พนักงานในการสืบสวนสอบสวนได้อีกทางหนึ่ง

2. ขั้นตอนการปฏิบัติงานสำหรับหน่วยงานในการจัดหาระบบจัดเก็บข้อมูลจราจร
2.1 มีการประกาศให้พนักงานในหน่วยงานได้รับทราบถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้รับทราบว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 สิงหาคม 2551
2.2 พนักงานในหน่วยงานได้มีการเข้าฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนักในการใช้ของสารสนเทศให้ปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากการใช้งานระบบสารสนเทศในองค์กร
2.3 ในหน่วยงานมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ในการเก็บบันทึกข้อมูลจราจรโดยกำหนดบุคคลที่ทำการรักษาสิทธิในการเก็บบันทึกข้อมูลจราจร (Data Custodies) โดยมอบหมายจากผู้บริหาร (Data Owner) ของหน่วยงานนั้นและสามารถยืนยันรายชื่อผู้เก็บรักษาการบันทึกข้อมูลจราจรในหน่วยงาน
2.4 มีการจัดเก็บบันทึกข้อมูลจราจรที่ยอมรับได้ว่าไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยง่ายและมีวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของการจัดเก็บบันทึกข้อมูลจราจร (Integrity Check)
2.5 หน่วยงานมีการจัดทำนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลตามเอกสารมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการประกอบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เวอร์ชั่น 2.5) หน่วยงานมีระบบช่วยยอมรับเงื่อนไขตามนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยเพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดนโยบายในองค์กร
2.6 หน่วยงานมีระบบช่วยยอมรับเงื่อนไขตามนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยเพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดนโยบายในองค์กร
2.7 หน่วยงานมีระบบป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานอินเตอร์เน็ตและระบบสารสนเทศภายในองค์กร เช่น Firewall, Anti virus, Anti Spam และป้องกันการโจรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ เป็นต้น
2.8 หน่วยงานมีระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามและเก็บบันทึกข้อมูลจราจรที่เกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ตตาม Protocol ที่สำคัญดังนี้ HTTP, SMTP, POP3, IMAP, Telnet, FTP เป็นอย่างน้อย ที่เป็นกิจกรรมสำคัญในองค์กรที่ควรเก็บบันทึกค่าไว้เพื่อใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูลจราจรภายในหน่วยงาน
2.9 หน่วยงานมีระบบคลังเก็บข้อมูล (Inventory) เพื่อระบุเครื่องที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือระบบสารสนเทศในองค์กร เช่น การระบุ IP Address, MAC Address, เป็นอย� >9Z O3,vyvf0��อย ที่สามารถยืนยันได้ว่ามีการใช้งานระบบ
2.10 หน่วยงานมีการตั้งค่า Time Server ที่มีมาตราฐานสากล
2.11 หน่วยงานมีการจัดเตรียมแผนฉุกเฉินเมื่อเกิดปัญหาในการจัดเก็บข้อมูลและค่าควบคุม (Configure) ด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลบนอุปกรณ์ที่สำคัญต่อการใช้งานระบบสารสนเทศ
2.12 หน่วยงานมีการควบคุมการเข้าถึงระบบจากทางไกล (Remote Access) เช่น ข้อมูลต้องเข้ารหัส และรหัสผ่านต้องยากแก่การเดา

จากนั้นเราก็นำมาทำเป็นตรารางเพื่อใช้ตรวจสอบ (checklist) โดยคำนึงถึง คน กระบวนการและเทคโนโลยีให้สอดคล้องกัน

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

จะดีไหมหากคุณรู้ทันว่าใครกำลัง Hack เว็บของคุณ ?

จะดีไหมหากคุณรู้ทันว่าใครกำลัง Hack เว็บของคุณ ?
เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับทีมพัฒนา เราได้รวบรวมข้อมูลด้วยวัตถุประสงค์ที่ว่าคนเข้าชมเว็บคุณนั้นเป็นใคร มาจากไหน และกำลังทำอะไร โดยเฉพาะกำลัง Hack เว็บคุณอยู่หรือไม่ ?

การพัฒนา SRAN Data Safehouse จึงเกิดขึ้น
จากการพัฒนาเกือบ 2 ปี และถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งที่ผมและทีมพัฒนา SRAN ภูมิใจ ประกอบกับเมืองไทยเราได้มีการจัดระเบียบมาตราฐานการเก็บ Log ด้วยนั้น SRAN Data Safehouse จึงเด่นขึ้นมาอีกครั้ง
หากเราพิจารณาการเก็บ Log ตาม พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ ฯ พบว่ามองได้ 2 กรณี
กรณีที่หนึ่ง เป็นการเก็บ Log จากภายในองค์กร จุดประสงค์เพื่อเป็นหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิด และแน่นอนส่วนใหญ่ผู้กระทำความผิดก็มักจะเป็นผู้ใช้งานในองค์กร ซึ่งในกรณีนี้ IP ที่พบเห็นมักเป็น IP Private ก็หมายถึง IP หลัง NAT นั้นเอง ซึ่งกรณีนี้มีวิธีการเก็บได้มากมาย อาจจะเก็บจาก Log Firewall , Log IDS , Log Radius หรือ Log Network Proxy ก็สุดแล้วแต่การติดตั้งและความพอดีพอใช้สำหรับองค์กร ที่พอให้หลักฐานนี้กับเจ้าหน้าที่พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ซึ่งหากเป็นสูตรลัดเลยก็ต้องเลือกใช้ SRAN Security Center + SRANwall ก็น่าจะพอเพียงแล้วสำหรับกรณีที่หนึ่ง
อีกกรณีหนึ่ง เป็นการเก็บบันทึกข้อมูลที่เป็นสาธารณะข้อมูล มักเป็น IP / Domain ที่เป็น Public เช่น พวก Website ต่างๆ ซึ่งจะพบว่าผู้กระทำความผิดมักเป็นคนที่ใช้ข้อมูลเว็บ เช่นเว็บบอร์ด เว็บใช้ในการ Upload / Download ผู้กระทำความผิดอาจจะใช้อินเตอร์เน็ตที่บ้าน ที่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศก็ได้ ทำอย่างไรเราจึงจะเก็บบันทึกการใช้งานกรณีนี้ได้
ก็มีหลากหลายวิธี หากเราเป็นเจ้าของพื้นที่เว็บเอง ก็อาจจะเอา Log ของ Web Server มาก็ได้ หรือเช่าพื้นที่จาก Hosting ก็อาจขอให้ Hosting เก็บ Log ให้เราก็ได้ การเก็บ Log Web นั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากเนื่องจาก Log Web server มักเป็น Log ที่ดูลำบาก และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้วิเคราะห์ ยังพอไม่ การนำ Log ออกมาโชว์ได้ ผู้ดูแล Web Server นั้นก็ต้องมีความรู้สำหรับการจัดเก็บ Log ให้ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ที่กระทรวงไอซีทีกำหนดอีกด้วย สรุปแล้วไม่ง่ายนักที่จะเก็บให้ครบถ้วน

ดังนั้นสิ่งที่มีอยู่เดิมของ SRAN Data Safehouse คือรู้ทันภัยคุกคาม ก็บวกวิธีการเก็บ Log ที่ถูกต้องไปด้วย และแสดงผลให้ดูสะดวก ง่าย และพิจารณาหาความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง
จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว SRAN Data Safehouse ขึ้น ซึ่งผมขอนำ Presentation ที่ตัวเองได้กล่าวบรรยายในงานเปิดตัวนี้มานำเสนอ

SRAN Data Safehouseรายละเอียดเพิ่มอ่านได้ที่ http://safehouse.sran.net
รูปแบบการบริการ https://safehouse.sran.net/services.html
คู่มือการใช้งาน https://safehouse.sran.net/man/manual.html
นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

กฏอิทัปปัจจยตา

” ธรรมย่อมเหนือกาลเวลา “ สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คําบรรยายภาพ
“ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ” หมายถึง เมื่อสิ่งนี้มี สิ้งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน

— วงกลมในสุด ท่านเห็นรูปภาพ หมูคาบหางงู งูคาบหางไก่ ไก่คาบหางหมู เป็นวัฏฏะหมุนเวียนของจิตวิญญาณเกิดดับทุกๆขณะ เมื่อผัสสะโดยอวิชชา จนเป็นอนุสัย เกิดขึ้นโดยนับครั้งไม่ถ้วน
ถามว่าแล้วกฏอิทัปปัจจยตาคืออะไร ทำอย่างไรเราจึงจะอยู่อย่างสอดคล้องกับกฏเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งหมายถึงว่าอยู่ได้โดยปกติสุขโดยไม่ถูกลงโทษลงทัณฑ์?

เรื่องนี้คงจะต้องจำแนกระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพราะพูดกันตามความจริง ธรรมชาติเลื่อนไหลไปตามกฏดังกล่าวอยู่แล้ว มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่บ่อยครั้ง หยั่งไม่ถึงกฏแห่งการไร้ตัวตน กฏแห่งการอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นมีอยู่ ตลอดจนกฏแห่งการแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลไปตามเหตุปัจจัย

ในโลกของธรรมชาติ ถ้าเราช่างสังเกตุสักหน่อยก็จะพบว่า ปรากฏการณ์ทั้งปวงล้วนก่อรูป ตั้งอยู่ และแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยหลายอย่างซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน พูดให้งดงามก็ทุกอย่างในโลกธรรมชาติล้วนดำเนินไปในอ้อมกอดของสุญญตา สรรพสิ่งยืมตัวเองมาจากการมีอยู่ของสิ่งอื่น ใน ทะเลมีสายฝน ในหยาดฝนมีทะเลกว้าง ละอองไอในก้อนเมฆ แท้จริงแล้วคือท้องทะเลที่กำลังเดินทาง เมื่อเราเห็นฝนก็คือเห็นทะเล เห็นทะเลก็คือเห็นฝน

เกี่ยวกับกฏอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาทนั้น ครูบาอาจารย์ผู้รู้ ยังมีทัศนะต่างกันอยู่เล็กน้อย บางท่านเคร่งครัดตามพุทธวจนะที่เริ่มต้นด้วย อวิชฺชาปจฺจยา สํขารา
–> เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี ตามด้วย
–> เพราะสังขารเป็นปัจจัยวิญญาณจึงมี ต่อเนื่องไปจนครบ 12 อาการ จึงมองว่าทั้งหมดเป็นสายโซ่แห่งทุกข์ ไม่ว่าจะไล่เหตุปัจจัยในลักษณะอนุโลมหรือปฏิโลมก็ตาม

รูปจาก ปฏิจจสมุปบาท และ วัฏฏะ
* เบญจขันธ์ (http://nontawattalk.blogspot.com/2007/02/blog-post.html)
ร่างกาย เรียกว่า รูป (รูปธรรม)
ความรู้สึกสุขทุกข์ เรียกว่า เวทนา (นามรูป)
การจำได้หมายรู้ เรียกว่า สัญญา (นามรูป)
การคิดปรุงแต่ง เรียกว่า สังขาร (นามรูป)
การรู้ เรียกว่า วิญญาณ (นามธรรม) ความรู้แจ้งจากอายตนะ ทั้ง 6 จาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

การพิจารณาเช่นนี้หมายความว่า อาการหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอีกอาการหนึ่ง เช่น
อวิชชาทำให้เกิดสังขาร (หรือการปรุงแต่ง) จากนั้น
สังขารกลายเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ไล่ไปเรื่อยๆ
จนถึงอาการของชาติซึ่งมีภพเป็นปัจจัย
พูดอีกแบบคือ นี่เป็น การเห็นปรากฏการณ์ทางโลกไล่เรียงไปตามสายโซ่ของเหตุและผล ซึ่งผลสามารถกลายเป็นเหตุปัจจัยส่งต่อ ให้เกิดผลอื่นๆต่อเนื่องไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด

อย่างไรก็ดี ครูบาอาจารย์ผู้รู้บางท่านเห็นว่า การตีความปฏิจจสมุปบาทในลักษณะอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผลในทิศเดียวอาจจะอธิบายความจริงไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงเน้นไปในการพิจารณา ปฏิสัมพันธ์ของนานาปัจจัยซึ่งก่อให้เกิด ปรากฏการณ์ต่างๆขึ้นในโลก ซึ่งหมายถึงว่าเหตุและผลสามารถไหลย้อนกลับไปกลับมา ไม่จำเป็นว่าอย่างหนึ่งเป็นต้นเหตุของอีกอย่างหนึ่ง การมีอยู่ของสิ่งใดก็ตาม เป็นผลมาจากการชุมนุมของนานาปัจจัย เมื่อปัจจัยพร้อมสิ่งนี้จึงเกิด เมื่อปัจจัยเปลี่ยนสิ่งนั้นจึงดับ เหมือนเมล็ดพันธุ์ไม้ผลิงอก ปัจจัยต้องพร้อมทั้งดิน น้ำ แสงตะวัน

ในพระไตรปิฎกเอง แม้คำอธิบายส่วนใหญ่จะให้พื้นที่กับการลำดับ 12 อาการไปในทิศทางเดียว โดยเริ่มต้นจาก อวิชฺชาปจฺจยา สํขารา แต่ก็มีคำอธิบายอยู่ในพระอภิธรรมว่า แม้แต่อวิชชาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิจจสมุปบาทนั้น ก็เป็นผลมาจากปัจจัยอื่นๆ นอกจากนี้สังขารยังสามารถย้อนมา เป็นปัจจัยก่อให้เกิดอวิชชาได้เช่นกัน

อันนี้ถ้าให้ตีความ ก็คงต้องบอกว่าการแยกเหตุกับผลอย่างเด็ดขาด อาจจะไม่ถูกต้องนัก บางครั้งสรรพสิ่งอาจจะเป็นเหตุและผลของกันและกัน ในปราฏการณ์ที่เป็นวัฏจักรเวียนวน ยกตัวอย่างเดิม เช่นความสัมพันธ์ระหว่างฝนกับทะเล เราจะบอกว่าฝนมาจากทะเลก็ได้ หรือทะเลมาจากฝนก็ถูกต้องเช่นกัน ยิ่งบอกว่าทะเลกับสายฝนเป็นหนึ่งเดียว ยิ่งตรงกับปรมัตถ์สัจจะที่สุด

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่าเหตุ ปัจจัยทั้งปวงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ หากเป็นผลจากการมีอยู่ของปัจจัยอื่นทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเองได้โดยไม่มีเหตุปัจจัย ถ้าเราเข้าใจจุดนี้แล้ว ก็จะพบว่าการโทษปัจจัยใดหรือบุคคลใดโดดๆว่า เป็นต้นเหตุเพียงอย่างเดียวของปรากฏการณ์ หรือสถานการณ์อันไม่พึงปรารถนา ย่อมเป็นทัศนะที่ไม่สอดคล้องกับความจริง

ตรงนี้จึงนำมาสู่ประเด็นสำคัญที่สุดเกี่ยวกับอิทัปปัจจยตา คือการนำหลักธรรมดังกล่าวมาส่องให้เห็นความว่างอันเป็นลักษณะของโลก แต่การหยั่งถึงสภาพสุญญตาของโลกเป็นสิ่งที่ยากมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่อาศัยหลักธรรมนี้มาขัดเกลาตัวเองเสียก่อน

กฏอิทัปปัจจยตา หากมองเป็นการสืบสวนสอบสวนทางข้อมูลไอที ก็เปรียบได้กับผลจากความสัมพันธ์ห่วงโซ่เหตุการณ์ (Chain of Event) ที่ไหลเวียนจาก 3 in 3 out Model ที่ผมเขียนไว้ จึงเป็นหลักการณ์หนึ่งที่ช่วยให้ท่านทั้งหลายวิเคราะห์ปัญหาทางไอทีได้อย่างมีเหตุผลมีผล

จากการบรรยายเรื่องสูญยตา ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

เสริมจาก http://nontawattalk.blogspot.com/2008/09/blog-post_22.html
เชื่อมโยงกับ http://nontawattalk.blogspot.com/2007/05/3-in-3-out.html

การเมืองคืออะไร

หนูน้อยคนหนึ่งถามพ่อว่า “พ่อฮับ การเมืองคืออะไรฮับ”
คุณพ่อใจดีตอบว่า “พ่ออธิบายง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่า คือ
> พ่อเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว หนูต้องเรียกพ่อว่า ทุนนิยม
> ส่วนแม่เป็นคนจัดการเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็ต้องเรียกแม่ว่ารัฐบาล
> เราสองคนมีหน้าที่ดูแลความต้องการของลูก เพราะฉะนั้น
เราจะเรียกลูกว่า
> > ประชาชน
> > ส่วนพี่เลี้ยงของหนูเรามองว่าเธอเป็น ชนชั้นผู้ชั้นแรงงาน
> > สำหรับน้องชายของลูก เราจะเรียกเขาว่า อนาคต
เอาละ ลองเก็บไปคิดดูว่าหนูเขาใจหรือเปล่า

คืนนั้นหนูน้อยเข้านอนพลางคิดถึงคำพูดของคนเป็นพ่อ
กลางดึกพ่อหนูได้ยินเสียงน้องร้องจ้า ย่องเข้าไปดูเห็นอึกองโตเต็มผ้าอ้อม พ่อหนูเดินไปห้องพ่อแม่
แต่กลับเจอมามี้ นอนกรนคร่อกฟี้

เดินไปห้องพี่เลี้ยง ปรากฏว่าประตูติดล็อก เขย่งมองในรูกุญแจ ก็เห็นภาพบิดากำลังเล่นจ้ำจี้กับพี่เลี้ยงเข้าเต็มตา หนูน้อยเลยล้มเลิกความพยายาม แล้วกลับไปนอนคลุมโปงตามเดิม

เช้าวันต่อมาหนูน้อยเดินไปหาพ่อบอกเสียงขรึมว่า “พ่อครับ ตอนนี้ผมเข้าใจคอนเซ็ปต์การเมืองแล้วละครับ”
” เหรอลูก ไหนบอกพ่อซิ ลูกคิดว่าการเมืองคืออะไร” คุณพ่อตัวดีซักไซ้

คุณลูกตอบฉะฉาน “การเมืองก็เป็นเรื่องประมาณว่า ขณะที่ทุนนิยมกำลังกดขี่ผู้ชนชั้นใช้แรงงาน
รัฐบาลก็หลับคุดคู้ไม่รู้ไม่เห็น ด้านประชาชนก็ถูกละเลยไม่ได้รับความสนใจ ส่วนอนาคตก็จมอยู่ในกองขี้ไงครับ

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

สัญญาวิปลาส


เราจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา เพื่อให้เดินอยู่บนมัชฌิมาปฏิปทา ไม่ไปโง่ไปหลงในของเป็นคู่ๆ ของเป็นคู่ที่ระบุเป็นข้างใดข้างหนึ่ง โดยเด็ดขาด นั้นไม่ใช่อิทัปปัจจยตา แต่เป็นสิ่งสมมุติ พูดอีกแบบคือการถอนอุปทาน จากการแยกโลกเป็นขั้วเป็นข้างนั้น ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการหยั่งถึงความจริง อีกทั้งเป็นวิธีเดียวที่จะเชื่อมความจริงสมมุติ เข้ากับความจริงปรมัตถ์

ความสว่างความมืดสั้นยาวขาวดำ (อไทฺวตธรรม) ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสัมพัทธ์ทั้งสิ้น และไม่เป็นอิสระจากกัน เฉกเช่นนิพานและสังสารวัฏ ไม่ได้แยกขาดจากกัน สรรพสิ่งมิได้แยกเป็นสองขั้วเช่นนั้น ไม่มีนิพานที่ปราศจากสังสารวัฏ ไม่มีสังสารวัฏที่ปราศจากนิพาน เนื่องจากเงื่อนไขการดำรงค์อยู่ของสรรพสิ่งไม่มีลักษณะหักล้างซึ่งกันและกัน
การข้ามพ้นทั้งคู่ คือความเห็นความว่าง และการเข้าใจความว่าง หมายถึงการมองเห็นความสัมพันธ์ที่อาศัยกันอยู่ เกิดขึ้นมีอยู่ ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง มองเห็นแม้ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน ด้วยเหตุนี้การหยั่งถึงความว่าง จึงเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับหลักธรรมสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา หรือที่เรียกว่า ทางสายกลาง นั้นคือการถอนอุปทาน จากความคิดที่สุดโต่งทั้งปวง มองเห็นความสมมุติของทวิภาวะ เห็นความไม่จริงของบัญญัติต่างๆ ที่ผู้คนมักยกอ้างมาขัดแย้งกัน โดยลืมไปว่าทั้งหมดเป็นเพียงสมมุติสัจจะ เป็นความจริงสัมพัทธ์ที่ขึ้นตรงกับนานาปัจจัย ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร อย่างนี้เรียกว่าติดกับต่อทวิภาวะ และจะเกิดทุกข์ ไม่สามารถเปลื้องทุกข์ได้ หากไม่ถอนตัวสู่มัชฌิมาปฏิปทา

จิตที่ติดในข่ายแห่งความคิดนั้นคือความหลง เป็นการสนับสนุนอัตตาในระดับเหตุผล”

ผมเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “การพูดถึงหลักธรรมไม่ได้หมายความว่าตัดเรื่องทางโลกทิ้งไป เพราะธรรมะโอบอุ้มโลกทั้งโลกไว้แล้วในฐานะกฎเกณฑ์ที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติ เราจะเข้าใจธรรมะได้ก็โดยผ่านการพิจารณาประสบการณ์ทางโลกเป็นสำคัญ” ในสถานะการณ์ทุกวันนี้ ไม่ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การเมืองในประเทศที่หาข้อยุติมิได้ ทางออกของการแก้ไขปัญหาทั้งปวง กับมาอยู่ที่ตัวเราเอง มิใช่คนอื่น
นี้คงเป็นเวลาที่พิจารณาความจริงอันยิ่งใหญ่แล้วว่า สมมุติสัจจะ ที่ครอบงำด้วยวัตถุนิยม มิใช่ทางออก แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตปกติสุข ได้ต้องกลับมาที่ตัวเราเอง และจิตวิญญาณของเราเอง บนทางสายกลาง

ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตอบคำถามพระอานนท์ เกี่ยวกับสภาพสุญญตาของโลกว่า โลกสูญ…เพราะว่าสูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman
9/10/51

บางส่วนจากงาน”แพ้ชนะถึงที่สุดแล้วก็เป็นสุญญตา” เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ภาพจากเว็บหนังไทยเก่า : http://www.thaifilm.com/

“สราญ” ร่วมวง IT Security ส่ง ‘SRANWall’ ทำตลาดชิงแชร์ 100 ล้าน

หนังสือพิมพ์รายวันสยามรัฐ “สราญ” ร่วมวง IT Security ส่ง ‘SRANWall’ ทำตลาดชิงแชร์ 100 ล้าน

ความว่าง


‘ความว่าง’ หรือที่บาลีเรียกว่าสุญญตา ก็เพราะเห็นว่านี่เป็นหัวใจแห่งคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส

ท่านอาจารย์เองเคยกล่าวไว้ว่า “ธรรมที่ลึกที่สุดก็คือเรื่องสุญญตา นอกนั้นเรื่องตื้น ธรรมที่ลึกจนต้องมีพระตถาคตตรัสรู้ขึ้นมาและสอนนั้นมีแต่สุญญตา เรื่องนอกนั้นเรื่องตื้น ไม่จำเป็นจะต้องมีตถาคตเกิดขึ้นมา”

สุญญตา หมายถึง สภาพของความจริงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามเหตุปัจจัย และหมายถึงความจริงแบบองค์รวมมากกว่าความจริงแบบแยกส่วน

สภาพความจริง ที่สรรพสิ่งในโลกล้วนอิงอาศัยกันเกิดขึ้นและมีอยู่ ด้วยเหตุนี้แต่ละสิ่ง จึงปราศจากแก่นสารในตัวเอง (self-nature) หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือไม่มีอัตลักษณ์แยกต่างหาก (separate identity)
หรืออีกนัยหนึ่งคือ การไม่มีแก่นสารในตัวเองภาษาสันสกฤตเรียกว่าไม่มี สวภาวะ แต่ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งทั้งหลายในโลกไม่มีอยู่จริง หากมีอยู่โดยสัมพัทธ์และสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ ไม่มีสิ่งใดอุบัติขึ้นได้โดยอิสระ

หลวงพ่อนัทฮันห์ อาจารย์เซนที่มีชื่อเสียงจึงบอกว่า ความเป็นสุญญตาเกี่ยวโยงอยู่กับความเป็นอนัตตาอย่างใกล้ชิด สิ่งต่างๆ’แค่ว่างจากตัวตน แต่เต็มไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง‘ หรือพูดตามท่านคุรุนาคารชุน ก็ต้องบอกว่า”เพราะความว่างนี่แหละ ที่ทำให้ปรากฏการณ์ทั้งหลายก่อรูปขึ้นมาได้

หลักธรรมเรื่องความว่างนั้น เกี่ยวโยงกับคำสอนของพระพุทธองค์เรื่อง อิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาทจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน


ความจริง ธรรมชาติเลื่อนไหลไปตามกฏดังกล่าวอยู่แล้ว มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่บ่อยครั้ง หยั่งไม่ถึงกฏแห่งการไร้ตัวตน กฏแห่งการอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นมีอยู่ ตลอดจนกฏแห่งการแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลไปตามเหตุปัจจัย ทุกอย่างในโลกธรรมชาติล้วนดำเนินไปในอ้อมกอดของสุญญตา สรรพสิ่งยืมตัวเองมาจากการมีอยู่ของสิ่งอื่น ใน ทะเลมีสายฝน ในหยาดฝนมีทะเลกว้าง ละอองไอในก้อนเมฆ แท้จริงแล้วคือท้องทะเลที่กำลังเดินทาง เมื่อเราเห็นฝนก็คือเห็นทะเล เห็นทะเลก็คือเห็นฝน ซึ่งหมายถึงว่าเหตุและผลสามารถไหลย้อนกลับไปกลับมา ไม่จำเป็นว่าอย่างหนึ่งเป็นต้นเหตุของอีกอย่างหนึ่ง การมีอยู่ของสิ่งใดก็ตาม เป็นผลมาจากการชุมนุมของนานาปัจจัย เมื่อปัจจัยพร้อมสิ่งนี้จึงเกิด เมื่อปัจจัยเปลี่ยนสิ่งนั้นจึงดับ เหมือนเมล็ดพันธุ์ไม้ผลิงอก ปัจจัยต้องพร้อมทั้งดิน น้ำ แสงตะวัน

ตรงนี้จึงนำมาสู่ประเด็นสำคัญที่สุดเกี่ยวกับอิทัปปัจจยตา คือการนำหลักธรรมดังกล่าวมาส่องให้เห็นความว่างอันเป็นลักษณะของโลก แต่การหยั่งถึงสภาพสุญญตาของโลกเป็นสิ่งที่ยากมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่อาศัยหลักธรรมนี้มาขัดเกลาตัวเองเสียก่อน

ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตอบคำถามพระอานนท์ เกี่ยวกับสภาพสุญญตาของโลกว่า ‘โลกสูญ…เพราะว่าสูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน’

จากพุทธวัจนะดังกล่าว เราอาจอ่านความหมายได้สองทางคือ หนึ่ง โลกเป็นความว่างเพราะสรรพสิ่งไม่มีตัวตนแท้จริง สอง จะเห็นความว่างของโลกได้ ก็ต้องเข้าใจความว่างตัวตนของเราด้วย

ท่านอาจารย์พุทธทาสเองก็เน้นว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น ที่สำคัญคือต้องมาใช้มองด้านใน คำกล่าวของท่าน ที่ว่า’ว่างจากตัวกูของกูเท่านั้น จะว่างหมดจากทุกสิ่ง‘ เท่ากับบอกว่าถ้าอยากจะหยั่งเห็นอิทัปปัจจยตาภายนอกนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยการหยั่งถึงอิทัปปัจจยตาภายใน

อันนี้หากอ่านให้ลึกลงไป ก็ต้องสรุปว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดในโลก ไม่ใช่เรื่องภายนอกเท่านั้น หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในด้วย และจะต้องดับเหตุการณ์ภายในเสียก่อน จึงจะดับเหตุการณ์ภายนอกได้

อันที่จริงประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ภายในนั่นแหละ คือถ้าบุคคลหยั่งไม่ถึงความว่างอันเป็นธรรมชาติของโลก หยั่งไม่ถึงกฏเหล็กของอิทัปปัจจยตา ก็จะมองปัญหาผิดไปจากความจริง และแก้ปัญหาโดยไม่สอดคล้องกับความจริง ซึ่งก็คือเพิ่มปัญหาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

การที่คนเรามองไม่ไม่เห็นสุญญตา ทำให้ชอบแบ่งโลกออกเป็นคู่ขัดแย้งต่างๆ ชอบบัญญัติลงไปว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว สิ่งนี้สวย สิ่งนั้นอัปลักษณ์ สิ่งนี้บริสุทธิ์ สิ่งนี้มีมลทิน ฯลฯ การมองโลกแบบทวิภาวะเช่นนี้ แท้จริงแล้วมักผูกโยงอยู่กับอัตตา ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันขัดแย้งอยู่เนืองๆ เพราะต่างฝ่าย ต่างอยากกำหนดความเป็นไปของโลกด้วยปัจจัยเดียวคือตัวเองและโทษผู้อื่นเป็นต้นเหตุโดดๆแบบไม่มีที่มาที่ไป

แต่กฏแห่งความว่างเป็นกฏเหล็ก ละเมิดแล้วก็มีแต่หาทุกข์ใส่ตัว ตรงนี้เองคืออำนาจแห่งความว่าง… อำนาจแห่ง’พระเจ้าอิทัปปัจจยตา

ความจริงของโลกคือภาวะแยกเป็นคู่ๆแบบขาวล้วนดำล้วนนั้น เป็นแค่เรื่องสมมติ เป็นบัญญัติทางโลกที่อาจทำได้กระทั่งมีประโยชน์ หากอยู่ในระดับพอเหมาะพอสมไม่ยึดติด อีกทั้งรู้เท่าทันมัน แต่ถ้าใครก็ตาม พาทัศนะเช่นนี้เตลิดไปอย่างไร้ขอบเขต สุดท้ายย่อมติดกับอยู่กับความขัดแย้งชนิดหาทางออกไม่ได้ ทั้งขัดแย้งในตัวเองและขัดแย้งกับผู้อื่น

อันที่จริงในเรื่องความสุดโต่งของทัศนะที่จะยืนยันว่า สิ่งใดมีอยู่ สิ่งใดไม่มีอยู่ หรือสิ่งใดผิด สิ่งใดถูกตามโลกบัญญัตินั้น พระพุทธองค์ได้ทรงเตือนไว้แล้วว่า ไม่ทำให้เกิดปัญญา

ดังพุทธวัจนะในกัจจานโคตตสูตรซึ่งทรงกล่าวไว้ว่า

‘โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความ มี1 ความไม่มี1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบาย อุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น…’

ในพระสูตรของฝ่ายมหายาน ประเด็นการก้าวพ้นทวิภาวะ ( dualism ) หรือก้าวพ้นการแบ่งแยกความจริงออกเป็นคู่ตรงข้ามนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีแต่ก้าวพ้นการยึดมั่นในสิ่งนี้เท่านั้น จึงจะได้กุญแจไปสู่การเข้าใจสุญญตา

ดังจะเห็นได้จากข้อความในคัมภีร์วิมลเกียรตินิทเทสสูตร (ปริเฉท9) ซึ่งบรรดาพระโพธิสัตว์หลายองค์ ได้ตอบคำถามของท่านวิมลเกียรติคฤหบดีในเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด

‘กุศล อกุศลชื่อว่าเป็นธรรมคู่ ผู้ใดไม่เกิดความรู้สึกยึดถือ ก่อเกิดกุศล ฤาอกุศล รู้แจ้งเห็นจริง เข้าถึงอัปปณิหิตธรรม จึงชื่อว่าเข้าสู่อไทฺวตธรรมทวาร’

‘บาป บุญ ชื่อว่าเป็นธรรมคู่ ผู้ใดรู้แจ้งว่า เนื้อแท้ภาวะแห่งบาป มิได้ผิดแปลกจากบุญเลย ใช้วชิรปัญญาเข้าไปตัดความติดแน่นในลักษณะแบ่งแยกเสียได้ ไม่มีผู้ถูกผูกพันฤาไม่มีผู้หลุดพ้น จึงชื่อว่าเข้าสู่อไทฺวตธรรมทวาร’

ท่านอาจารย์พุทธทาสเอง ก็ยืนยันในเรื่องข้ามพ้นทวิภาวะไว้อย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า

‘เราจะต้องเรียนรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา เพื่อว่าเราจะได้เดินอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา ไม่ไปโง่ไปหลงในของเป็นคู่ๆ ของเป็นคู่ที่ระบุไปยังข้างใดข้างหนึ่งโดยเด็ดขาดนั้น ไม่ใช่อิทัปปัจจยตา เป็นสิ่งสมมติ.. ‘

อ้างอิงจากงานสัมนา อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman

คนเดินดิน


เคยบ้างไหมครับ ที่เสียงเพลงทำให้เรานึกถึงความหลัง เมื่อดนตรีเริ่มบรรเลง เรามักจะย้อนเวลา กับสถานที่ หรือเหตุการณ์นั้นได้ ด้วยศาสตร์หลายแขนงวิชาได้บอกเราไปต่างๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้
ข้อสรุปคงไม่มีอะไร เพราะว่าเรา เป็นเพียงคนเดินดิน

ยามบ่ายวันหนึ่งที่ฟ้ามืดและสลัว เหมือนกับว่าพายุจะเข้า ผมได้หยิบเทปเพลง และบรรจุลงเครื่องเล่นเทป ที่ซึ่งกลายเป็นของหายากเสียแล้วสำหรับยุคโลกแบน เครื่องเล่นเทปเพลงดูสกปรกและเก่า ฝุ่นจับหนา แลดูถึงความเสื่อมถอย ตามอายุขัย ภายนอกหน้าต่างบ้าน ได้ยินเสียงฟ้าร้อง เมื่อส่องสายตา แลเห็นแสงเงาพาดผ่านหน้าต่าง นิ้วผมได้กดปุ่ม Play เครื่องเล่นเทปที่สภาพเก่า ได้เริ่มทำงาน เสียงเม้าออร์แกน และกีตาร์โปร่งได้บรรเลงขึ้น จากลำโพงข้างเดียว หลังจากที่ภายนอกบ้าน สายฝนก็เริ่มลงเม็ด ปอยๆ ลมเย็นช่ำ สบาย เสียงร้องตามเนื้อเพลงก็ปรากฎ
คนเดินดิน ดำรงชีวิตธรรมดา เวลาหน้าที่ ออกทำมาหากิน ทำเป็นนิจศิล ชินกับความเหนื่อยล้า …
เมื่อเพลงบรรเลงจบ ผมเอื้อมนิ้วมือปัดฝุ่นที่ติดบนฝาเทปและแลดูชื่อศิลปิน จำได้ว่าได้ซื้อเทปชุดนี้สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย และเมื่อได้ฟังเพลงนี้แล้ว นึกถึงภาพอดีตขึ้นมาทันที เป็นเพลงที่เตือนสติได้ดี
และทำให้ตะหนักรู้ว่า “เราแค่คนเดินดิน

เพลงคนเดินดิน อารักษ์ อาภากาศ
ภาพจาก Nikonianthailand ชีวิต กับ เรือ ที่เป็นนิจศิล

หากศิล คือ ความปกติ
และความปกติของชีวิต ทำให้เกิดความสุข
ทำเป็นนิจศิล คือ ดำรงชีวิตธรรมดาอย่างปกติ
ความสุขของเรา คือ ความปกติที่ดำรงชีวิตอย่างธรรมดา

นนทวรรธนะ สาระมาน
Nontawattana Saraman
21/09/51

Link : สิ่งธรรมดา คือ สิ่งวิเศษ (http://nontawattalk.blogspot.com/2008/04/blog-post.html)